หนี้ NPL วิบากกรรมที่ยังไม่หมดของ KTB…

138

 

 

 

 

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มถูกสั่นคลอนลงอีกครั้ง หลังจากตลาดมีการแกว่งตัวผันผวนไร้ทิศทาง ทั้งที่ก่อนหน้าเริ่มมีสัญญาณการขยับปรับตัวสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าตลาดมีการพักปรับฐานกันเรียบร้อยพร้อมที่จะเดินหน้าไปต่อสู่เป้าหมาย 1600 จุด แต่ที่ไหนได้ เจอปัจจัยภายนอกปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองทางฝั่งยุโรปเข้ามาอีก ก่อให้เกิดภาวะความวิตกกังวลขาดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในตลาดหุ้นให้กลับมาเผชิญกันอีกครั้ง

ทั้งนี้ตลาดทุนไทยความผันผวนที่เกิดขึ้นได้สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับนักลงทุน เนื่องจากหุ้นกลุ่มแบงก์ที่คาดหวังกันว่าจะเป็นกลุ่มนำที่จะฉุดกระชากลากดัชนีขึ้นไปสู่ระดับสูง กลับกลายเป็นว่าเป็นกลุ่มหุ้นที่วันนี้ ทุบกดตลาดหุ้นให้ดูไม่ดีดูแย่ ผิดไปจากที่นักวิเคราะห์ กูรู ผู้รู้ทั้งหลายที่ต่างฟันธงกันไว้ก่อนหน้าว่าหุ้นกลุ่มแบงก์นี่ล่ะที่จะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาผลักดันตลาด เพราะคาดกันว่าผลประกอบการไตรมาส 1/60 นี้จะออกมาเติบโตได้ดี ก็จะมีแรงเก็งกำไรเข้ามาสนับสนุนอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่เป็นไปตามที่คาดกัน นักลงทุนจะต้องปรับตัวอย่างไร คงต้องไปสำรวจดูว่าเราเข้าซื้อหุ้นด้วยเหตุผลใด มาจากการประเมินด้วยเหตุและผลอย่างแท้จริงบนพื้นฐาน ที่ปราศจากอารมณ์ส่วนตัวหรือไม่ หากเป็นเช่นดังว่า ก็ต้องมาดูต่อว่าปัจจัยตัวแปร กระแสข่าวที่มีเข้ามานั้นส่งผลให้พื้นฐานความสามารถของบริษัทหรือตัวหุ้นที่เราเข้าไปลง ทุนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี เช่นผลประกอบการที่ประกาศออกมาไม่ดีอย่างที่คาด หรือธุรกิจได้รับผลกระทบจนเสียความสามารถในการแข่งขันไปหรือไม่ หากสิ่งที่กล่าวมานี้ไม่มีสัญญาณในเชิงลบก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลกันเกินเหตุ เพราะสุดท้ายราคาหุ้นก็ต้องสอดคล้องกับผลประกอบการที่แสดงให้เห็นในบรรทัดสุดท้ายอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น KTB หรือธนาคารกรุงไทย ที่วันนี้ผลประกอบการที่ประกาศออกมาก็ไม่ได้ดูไม่ดี แต่กลับมีการเติบโตขึ้นเสียด้วยซ้ำ แต่หลังจากงบออก กลับมีแรงเทขายทุบกดหุ้นลงต่ำอย่างน่าตกใจ จนนักลงทุนต่างพากันตั้งคำถามมาก มายว่าทำไม หาเหตุผลมาอธิบายกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการ Sell on Fact หลังจากที่ราคาหุ้นมีการปรับขึ้นต่อเนื่องจนทำนิวไฮ ในรอบเกือบ 2 ปี ถ้าเป็นประเด็นนี้ แสดงว่าราคาที่ปรับขึ้นมาก่อนหน้านี้นั้นได้สะท้อนมาในผลประ กอบการที่เพิ่งประกาศออกมาแล้วนั่นเอง ถ้าเป็นประเด็นนี้ หากผลประกอบการของ KTB ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีต่อเนื่องอยู่ราคาที่เคยขึ้นไปทำนิวไฮ ก็ยังมีโอกาสกลับขึ้นไป หรือแม้กระทั่งขึ้นไปได้สูงกว่าได้อีกหลังจากนี้

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่มีการหยิบยกมาพูดกันเกี่ยวกับ การถล่มราคาหุ้น KTB นั้นก็มาจากเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอดีตของ KTB นั้นได้กลับมาหลอกหลอนกันอีกครั้ง ทำให้กังวลกันว่า KTB จำเป็นที่จะต้องตั้งสำรองในระดับสูงขึ้นอีกหลังจากนี้ ซึ่งเรื่องนี้ทางผู้บริหารของ KTB ก็ออกมายอมรับว่า NPL นั้นยังมีอัตราที่เพิ่มขึ้นจริง แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง ตามภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คงเป็นประเด็นที่ยังสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นของ KTB อยู่พอสมควรหลังจากนี้ และต้องติดตามกันต่อว่าทาง KTB จะมีวิธีการบริหาร หนี้ NPL เหล่านี้ให้ลดลงได้หรือไม่อย่างไรในอนาคตข้างหน้าครับ

ทั้งนี้ราคาหุ้นที่ทรุดตัวลงนั้น ได้ตอบรับทั้งสองประเด็นที่หยิบยกมาเป็นเหตุผลของการที่ราคาปรับตัวลดลงแรงไปแล้วหรือยัง หากสะท้อนไปแล้ว จะถือเป็นโอกาสในการเข้าเก็บสะสมลงทุนเพื่อรอคอยผลตอบแทนในรอบต่อไปได้หรือไม่ ก็อยู่ที่มุมมองของนักลงทุนว่าจะมองเป็นโอกาสหรือยังคงหวาดหวั่นกับภาพของตลาดที่ยังดูไม่ค่อยดีในขณะนี้ ก็ไม่ว่ากันครับ เงินของท่านต้องเป็นคนตัดสินใจเอง อย่าเฝ้าเพียรถามว่าตลาดผันผวนแบบนี้ จะซื้อหุ้นตัวไหนดี คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็ตัวเจ้าของเงินนั่นล่ะครับ ว่าเราต้องการเข้ามาเอากำไรออกไป หรือเข้ามาเพื่อให้คนอื่นเอากำไรไปจากเรา เป็นเรื่องธรรมชาติในการลงทุนที่เราต้องเข้าใจนะครับ โชคดีทุกท่านครับ

30 เมษายน นี้ มีที่นั่งงานสัมมนา “พลิกตลาด คว้าหุ้น” ที่จัดโดย นิตยสาร Stock Focus กันหรือยัง หากยังต้องรีบเลยนะครับ เพราะรับจำนวนจำกัด ที่สำคัญ งานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร. 061-7486622