แก้หล่มหนี้! GSTEL ยักษ์เหล็ก ยื่นฟื้นฟูกิจการ ขอขึ้น SP ชั่วคราววันนี้

549

GSTEL ยื่นฟื้นฟูกิจการแล้ว หลังผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งไม่อนุมัติปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการแปลงหนี้เป็นทุนให่้กับกลุ่ม SSG เตรียมพึ่งศาลล้มละลายหวังเปิดทางเดินหน้าเจรจาแปลงหนี้เป็นทุนต่อกับ SSG อีกรอบ ลุ้นอังคารหน้าศาลรับหรือไม่รับ  ชี้ต้นทุนการเงินจากคู่ค้าที่ใช้ในการผลิตปัจจุบันสูง-กดความสามารถบริษัท ด้านผู้บริหารเตรียมเสนอแผนฟื้นฟู 26 ก.พ. ปีหน้า คาดใช้ระยะเวลา ฟื้นฟู 1 ปี

บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GSTEL แจ้ง บริษัทฯได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 เพื่อแก้ปัญหาหนี้สิน และขอพักการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทฯ เป็นการชั่วคราว (“SP”) ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560

จากการที่เมื่อต้นปี 2559 บริษัทฯ ได้รับการติดต่อจาก Asia Credit Opportunities I (Mauritius) Limited (“ACO I”) ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ SSG Capital Holdings Limited (“SSG CH”), SSG Capital Partners III, L.P. (“SSG III”) และ Kendrick Global Limited (“KG”) (รวมเรียกว่า “กลุ่ม SSG”) ที่แสดงความจำนงในการให้ความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้กับบริษัทฯ อย่างจริงจังและได้เริ่มกระบวนการตรวจสอบพิเศษ (Due Diligence) ในด้านกฎหมาย ด้านบัญชี และด้านการเงินในธุรกิจของบริษัท

ซึ่งกลุ่ม SSG พบว่าผลการสอบทานข้อมูลดังกล่าวเป็นที่น่าพอใจและเชื่อมั่นว่าสามารถเข้ามาและปรับปรุงธุรกิจของบริษัทฯได้ ทางกลุ่ม SSG จึงเริ่มดำเนินการเจรจากับเจ้าหนี้การค้าต่างประเทศรายใหญ่จำนวน 7 ราย (ซึ่งรวมถึงCargill International Trading Pte. Ltd. (“Cargill”) ด้วย) และได้เข้าซื้อหนี้จากเจ้าหนี้ดังกล่าวรวมจำนวนหนี้ทั้งหมด 226,331,648 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 7,810,529,136.75 บาท (แบ่งเป็นเงินต้นจำนวน
127,885,456 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 4,413,227,620.09 บาท และเป็นดอกเบี้ยจำนวน 98,446,192ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 3,397,301,516.66 บาท) (“หนี้การค้า”)

ภายหลังจากการเข้าซื้อหนี้แล้ว กลุ่ม SSG ได้นำเสนอแผนการในการปรับโครงสร้างหนี้การค้าของบริษัทฯ โดยหนึ่งในแผนการปรับโครงสร้างหนี้การค้าของบริษัทฯ คือ การจัดสรรและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯตามโครงการแปลงหนี้เป็นทุน ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ ลดหนี้การค้าสุทธิจำนวน 123,899,729 ดอลลาร์สหรัฐหรือคิดเป็น 4,275,683,281.33 บาท รวมทั้งการยกเลิกดอกเบี้ยคงค้าง (Haircut)สำหรับหนี้ทางการค้าที่ค้างชำระจำนวน 100,839,458 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 3,479,891,264.89 บาท

อย่างไรก็ดี จากการที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 มีมติไม่อนุมัติการปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทฯ ตามแผนการปรับโครงสร้างหนี้และการจัดสรรและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯตามโครงการแปลงหนี้เป็นทุนตามที่ได้มีการตกลงกับกลุ่ม SSG

ดังนั้นกลุ่ม SSG ได้ติดตามและสอบถามโดยตลอดถึงแนวทางในการดำเนินการของบริษัทฯ ว่าจะมีข้อเสนอในการชำระหนี้การค้าข้างต้นให้แก่กลุ่ม SSG ได้อย่างไร และต่อมาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ACO I ได้ส่งหนังสือทวงถามและขอให้บริษัทฯ ชำระหนี้ดังกล่าว และแจ้งว่าหากบริษัทฯ ไม่สามารถมีข้อเสนอชำระหนี้ที่เป็นที่ยอมรับได้ของ ACO I แล้ว ทาง ACO I จะดำเนินการทางกฎหมายตามความจำเป็นและสมควร รวมถึงการบังคับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วย ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 ACO I ได้ส่งหนังสือทวงถามฉบับที่ 2 ขอให้ทางบริษัทฯ ขอให้ชำระหนี้ทั้งจำนวนภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ภายในเวลา 17.00 น. มิเช่นนั้น ACO I จะดำเนินการตามกฎหมายทันที

นอกจากหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้จาก ACO I แล้ว บริษัทฯ ยังได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้จากเจ้าหนี้อีกจำนวน 2 ราย คือ

1. หนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ค่าไฟฟ้า พร้อมเบี้ยค่าปรับตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เป็นเงินจำนวน 158,238,694.62 บาท ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2560 โดยบริษัทฯ ค้างชำระค่าไฟฟ้าดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2560
2. หนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ค่าไฟฟ้า ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2560 จำนวน 982,011,306.39 บาทโดยบริษัทฯ ค้างชำระค่าไฟฟ้าดังกล่าวมาตั้งแต่ธันวาคม 2554

ทั้งนี้ ตามงบการการเงินเฉพาะกิจการของบริษัท ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 บริษัทมีหนี้สินรวมทั้งหมด 17,622 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นหนี้กลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่ม ดังนี้

1. หนี้สินหมุนเวียน จำนวน 4,047 ล้านบาท เช่น เจ้าหนี้การค้า 1,384 ล้านบาท เงินกู้ยืมระยะสั้นจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน 1,151 ล้านบาท
2. หนี้สินที่ผิดนัดชำระหนี้ 11,949 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียนทั้งจำนวน
3. หนี้สินไม่หมุนเวียน จำนวน 1,626 ล้านบาท

ซึ่งจะเห็นได้ว่า บริษัทมีหนี้สินที่ผิดนัดชำระจำนวนมาก ในการนี้ บริษัทฯ ได้พยายามหาแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาชำระหนี้ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น
– การแปลงหนี้เป็นทุนตามที่ได้มีการนำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560

ซึ่งที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้มีมติไม่อนุมัติการดำเนินการตามโครงการการแปลงหนี้เป็นทุนซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ ไม่สามารถชำระหนี้ จำนวน 226,331,648 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 7,810,529,136.75บาท ตามแผนการที่วางไว้

– การหานักลงทุนรายใหม่เข้ามาช่วยแก้ไขฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ซึ่งในเรื่องนี้ บริษัทฯ ได้ใช้ความพยายามหานักลงทุนรายใหม่ ภายหลังจากที่ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้มีมติไม่อนุมัติการดำเนินการตามโครงการการแปลงหนี้เป็นทุน แต่เนื่องจากจำนวนหนี้ของบริษัทฯ มีจำนวนที่สูงมากประกอบกับความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นอีกจึงทำให้ไม่มีนักลงทุนรายใดให้ความสนใจ
– การหาแหล่งเงินทุนอื่นๆ เช่น การกู้ยืมเงินจากสถาบัน เนื่องจาก บริษัทฯ ยังมีผลประกอบการขาดทุนจากการดำเนินธุรกิจปกติ ไม่รวมกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้และรายได้อื่น)มาโดยตลอด และมีกระแสเงินสดจากการดำเนินกิจการในงวดในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับหนี้สินรวมอีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้องจากบรรดาเจ้าหนี้อื่นๆ เช่น ACO I จึงเป็นข้อจำกัดสำหรับบริษัทฯ ในการจัดหาแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการ

ปัจจุบันเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทได้จากการสนับสนุนเงินกู้ผ่านเจ้าหนี้การค้า และคู่ค้า ในการสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบเพื่อการผลิต (Collateral Management Agreement – CMA) แต่ต้นทุนทางด้านการเงินจากแหล่งดังกล่าวนี้ค่อนข้างสูง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับราคานำเข้า HRC ในบางช่วงได้

นอกจากนั้นการขาดเงินทุนหมุนเวียนยังทำให้บริษัทขาดศักยภาพในการบริหารจัดการสินค้าสำเร็จรูป (HRC) และการต่อรองกับคู่ค้า เนื่องจากบริษัทจำเป็นต้องขายเพื่อนำมาใช้หมุนเวียนในกิจการถึงแม้ว่าราคา HRC ขณะนั้นเพิ่มหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

จากสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน บริษัทฯ มีแนวทางแก้ไขปัญหา 2 ทาง คือ
1. ขอหารือกับกลุ่ม SSG อีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นโครงการแปลงหนี้เป็นทุนอีกครั้ง ซึ่งในกรณีนี้ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอีกคือ การคัดค้านจากผู้ถือหุ้นบางกลุ่ม ซึ่งในกรณีนี้ กลุ่ม SSG
อาจยังมีความกังวลในเรื่องดังกล่าวอยู่ ซึ่งตราบใดหากบริษัทฯ ไม่สามารถแก้ปัญหาในเรื่องการคัดค้านจากผู้ถือหุ้นบางกลุ่มได้ ความเป็นไปได้ในการที่กลุ่ม SSG จะเข้ามาเริ่มต้นเริ่มต้นโครงการแปลงหนี้เป็นทุนอีกครั้งจึงมีน้อยมาก
2. การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ – ในการเข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ เป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้บริษัทฯ ตกอยู่ในสภาวะล้มละลายและเป็นการรักษาสิทธิและสถานะของผู้ถือหุ้น (โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นที่เป็นนักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ฯ) ที่อาจจะต้องสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ถ้าบริษัทฯ ถูกฟ้องล้มละลาย

กล่าวคือ เมื่อศาลล้มละลายมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้วลูกหนี้จะได้รับความคุ้มครองจากการถูกฟ้องร้องบังคับคดีในทางแพ่งและคดีล้มละลายและการงดให้บริการสาธารณูปโภคต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดและตัวลูกหนี้เองก็ถูกห้ามมิให้ชำระหนี้หรือก่อหนี้และกระทำการใดๆ ในทางที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินนอกจากการดำเนินการที่จำเป็นในการประกอบธุรกิจตามปกติของบริษัทฯ โดยในช่วงของสภาวะการพักการชำระหนี้โดยผลของกฎหมาย (Automatic Stay)จะให้โอกาสและระยะเวลาช่วงหนึ่งแก่ลูกหนี้ในการพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาของกิจการตลอดจนการเจรจาหาทางออกร่วมกับเจ้าหนี้และจัดทำแผนฟื้นฟูโดยไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับเพื่อชำระหนี้โดยระยะเวลาในการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกับเจ้าหนี้และจัดทำแผนฟื้นฟูคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี

ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้บริษัทฯ ตกอยู่ในสภาวะล้มละลายและเป็นการรักษาสิทธิและสถานะของผู้ถือหุ้น (โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นที่เป็นนักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ฯ) และเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์และคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ให้มากที่สุด

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 11/2560 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560จึงตัดสินใจบนความระมัดระวังอย่างรอบคอบถึงข้อดี ข้อเสีย ที่อาจเกิดขึ้น

และได้เห็นควรอนุมัติให้บริษัทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ

โดยใช้เหตุในการขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทฯ ณ ปัจจุบัน บริษัทฯไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ที่มีการทวงถามข้างต้น และนอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องล้มละลายหรือถูกยึดทรัพย์ตามคำพิพากษาโดย Cargill ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในจำนวน 93.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ วันที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษา) ซึ่งเป็นจำนวนหนี้ที่สูงมาก ซึ่งหาก
ACO I และ/หรือ Cargill ใช้สิทธิตามกฎหมายฟ้องล้มละลายและยึดทรัพย์ จะส่งผลกระทบให้บริษัทต้องปิดกิจการและลูกค้าอาจยกเลิกใบสั่งซื้อสินค้า ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จะได้รับความเสียหายอย่างหนักเพราะบริษัทฯ ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะใช้คืนเจ้าหนี้

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของบริษัทตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งเป็นปีทีบริษัทกลับมาผลิตใหม่ โดยได้การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากคู่ค้าผ่านวิธีการ CMA (Collateral Management Agreement) ซึ่งเป็นต้นทุนการเงินที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนการเงินจากสถาบันการเงิน

ทำให้ผลประกอบการบริษัทขาดทุนมาโดยตลอดดังตารางข้างต้น ยกเว้นผลการดำเนินงาน 9 เดือนของปี 2560 บริษัทมีผลการดำเนินงานเป็นบวกเล็กน้อยเนื่องจากการปรับปรุงรายการทางบัญชีจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในอดีต จำนวน 764 ล้านบาท ในไตรมาส 1 หากไม่รวมรายการดังกล่าว งวด 9 เดือน ปี 2560 จะขาดทุนเป็นจำนวน 654ล้านบาท

อย่างไรก็ดี แม้ว่า ณ งบการเงินไตรมาส 3/2560 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 จะปรากฏส่วนของทุนของงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ จะเป็นบวกจำนวน 373 ล้านบาท แต่บริษัทฯ ยังมีหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Contingent liabilities) ที่เกิดจากการสั่งซื้อสินค้า (เศษเหล็ก(Scrap Steel)) จากคู่ค้าที่ยกเลิกไม่ได้ จำนวน 1,276 ล้านบาท และหากบริษัทฯถูกฟ้องล้มละลายจากเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่ง หนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Contingent liabilities)จำนวนดังกล่าวจะกลายเป็นหนี้สิน (Liabilities) ของบริษัทฯ ทันที เนื่องจาก บริษัทฯมีหน้าที่ที่จะต้องชำระหนี้สินตามที่ได้มีการสั่งซื้อ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีสินค้า (เศษเหล็ก (ScrapSteel)) ที่อาจถูกยักยอก ฉ้อโกง หรือ ลักทรัพย์ อีกจำนวนประมาณ 300 ล้านบาทซึ่งเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาสืบสวนจากเจ้าหน้าที่รวมถึงการสรุปความผิดที่ชัดเจน

ดังนั้นแม้ส่วนของทุนจะเป็นบวกแต่เมื่อหักหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Contingent liabilities) และหักสินค้า(เศษเหล็ก (Scrap Steel)) ที่อาจถูกยักยอก ฉ้อโกง หรือ ลักทรัพย์ บริษัทฯ จะอยู่ในภาวะที่มีหนี้สินจำนวน 19,198 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าทรัพย์สินเป็นจำนวน 1,203 ล้านบาทซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุในการขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ได้

อย่างไรก็ดี แม้บริษัทฯ จะต้องเข้าสู่กระบวนการการขอฟื้นฟูกิจการ บริษัทฯขอเรียนว่าการดำเนินการดังกล่าวมิได้มีผลต่อการดำเนินธุรกิจปกติของบริษัทฯเนื่องจากบริษัทจะยังสามารถผลิตสินค้าและส่งมอบให้ลูกค้าได้ปกติโดยใช้เงินทุนหมุนเวียนที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะจากการดำเนินงานที่ผ่านมารายได้จากการผลิตและขายสามารถชำระค่าวัตถุดิบได้อย่างปกติแต่ไม่สามารถชำระหนี้การค้าที่ผิดนัดตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2551 ได้เท่านั้น โปรดสังเกตว่า EBITDA เป็นบวกตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการสินค้าอย่างต่อเนื่องเพียงแต่บริษัทขาดเงินทุนหมุนเวียนที่จะทำให้บริษัทผลิตเต็มกำลังการผลิตที่ 120,000 ตันต่อเดือน
(ปัจจุบันบริษัทผลิตที่ 60,000 ตันต่อเดือน)

ด้วยเหตุผลที่เรื่องการยื่นคำขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ เป็นเรื่องสำคัญ และมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทฯ บริษัทฯ มีความประสงค์ให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯและผู้ลงทุนทั่วไปรับทราบและรับรู้ข้อมูลการยื่นคำขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ อย่างเท่าเทียมกัน บริษัทฯจึงขอหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นการชั่วคราว (“SP”)ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560

นางสุนทรียา วงศ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GSTEL ระบุว่า ทาง บริษัท ได้ ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ต่อศาลล้มละลายกลาง เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เจ้าหนี้การค้าจะยื่นฟ้องล้มละลาย ทั้งนี้ ศาลล้มละลายอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะรับพิจารณาหรือไม่วันอังคารหน้า จากนั้นจะนัดไต่สวนครั้งที่ 1 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเราจะยื่นแผนฟื้นฟู ณ วันนั้น

สำหรับการเข้าแผนฟื้นฟูนั้น ผู้บริหาร GSEL คาดใช้เวลาไม่นาน ที่จะแก้ไขให้บริษัทกลับมาเดินได้ปกติ เบื้องต้นมั่นใจว่าจะใช้เวลาฟื้นฟูเสร็จใน 1 ปี ซึ่งจะทำให้บริษัทมีอนาคต ลดความเสียหายของบริษัทและผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งตามแผนเดิมคือการแปลงหนี้เป็นทุน จะมีเงินใหม่และสภาพคล่องเข้ามา หากแผนฟื้นฟูเดินตามแผนเดิมก่อนหน้านี้ จะช่วยให้บริษัทกลับมาแข็งแรงยิ่งขึ้น