ส่องทางรอดผู้ถือหุ้น ‘GSTEL – GJS’

1111

ผู้สื่อข่าว “ทันหุ้นออนไลน์” รายงานว่า หุ้น “GSTEL – GJS” ราคาร่วงแรงในช่วงเช้า หลังบอร์ดไฟเขียวปรับโครงสร้างหนี้-แปลงหนี้เป็นทุน หวังปลดหนี้รวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท เปิดทางกองทุนฮ่องกง “กลุ่ม SSG” ฮุบหุ้นใหญ่ผ่าน ACO I เตรียมชงที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติ 30 ส.ค.นี้

โดย GSTEL จัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 2.18 หมื่นล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.1961 บาท ให้ ACO I เข้าถือหุ้นใหญ่ 76.09% และ GJS จะจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 3.34 พันล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.34 บาท ให้ ACO I เข้าถือหุ้นใหญ่ 42.97% ฟากกูรูมองแผนเพิ่มทุนรองรับปรับโครงสร้างหนี้-แปลงหนี้เป็นทุนทำราคาหุ้นไดลูทแรง

 

ที่มา : www.settrade.com

 

ตามที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GSTEL และ บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GJS มีมติเพิ่มทุนรองรับแผนกลุ่ม SSG ซึ่งเป็นกลุ่มนิติบุคคลและกองทุนทางการเงินที่มีความชำนาญและเน้นการลงทุนในบริษัทที่ประสบปัญหาด้านการเงินและมีหนี้สินจำนวนมาก (Distressed Assets) จะเข้ามาลงทุนด้วยการแปลงหนี้เป็นทุน ส่งผลให้กลุ่ม SSG เข้ามาถือหุ้นใน GSTEL จำนวน 76.09% และจะ
ทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดในอนาคต ขณะที่จะเข้าถือหุ้นใน GJS รวม 42.97% หวังช่วยแก้ปัญหาหนี้และผลักดันธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้

GSTEL เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา อนุมัติให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อ พิจารณาอนุมัติโครงการแปลงหนี้เป็นทุน จากการที่กลุ่ม SSG ซึ่งนำโดย SSG Capital Holdings Limited (SSG CH) มีความสนใจเข้าดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ของ GSTEL และ GJS

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 พ.ค. บริษัทได้เข้าลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Kendrick Global Limited (KG) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SSG Capital Partners III,L.P. (SSG III) โดยภายใต้ MOU ดังกล่าว SSG III และบริษัทย่อยของ SSG III ประสงค์ที่จะดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัท โดยใช้นิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ SSG CH, SSG III และ KG ได้แก่ Asia Credit Opportunities I (Mauritius) Limited (ACO I) และ Link Capital I (Mauritius) Limited (Link Capital I) เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งรวมเรียกว่า กลุ่ม SSG

ภายใต้ MOU กลุ่ม SSG มีแผนปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัท ดังนี้

1. ACO I ได้เข้าซื้อจากเจ้าหนี้การค้าเดิมของบริษัทจำนวน 7 ราย มียอดหนี้ที่จะรับโอน ณ วันที่ 28 ก.พ.60 รวม
226.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7.81 พันล้านบาท ซึ่งรวมเรียกว่าหนี้การค้า

2. ภายหลังจากการเข้าซื้อหนี้การค้าดังกล่าว บริษัทได้เข้าทำสัญญากู้ยืมเงินลงวันที่ 12 พ.ค.60 วงเงิน 41 ล้าน
ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.41 พันล้านบาท กับ Link Capital I โดยบริษัทจะใช้วงเงินกู้จำนวน 7.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 243.43 ล้านบาท เพื่อชำระหนี้การค้าบางส่วนให้แก่ ACO I แบ่งเป็นเงินต้น 3.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 137.54 ล้านบาท และดอกเบี้ยจำนวน 3.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 105.88 ล้านบาท โดยวงเงินกู้ในส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้คืนบางส่วน บริษัทจะนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายอื่น ๆ ของบริษัทรวมถึงเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการต่อไป

3. ภายหลังการชำระหนี้คืนบางส่วนแล้ว บริษัทจะยังคงเหลือหนี้ค้างชำระกับ ACO I จำนวน 219.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7.57 พันล้านบาท ซึ่งจะเป็นจำนวนหนี้ก่อนการแปลงหนี้เป็นทุน

4. ACO I ได้ตกลงลดหนี้การค้า (Haircut) บางส่วน โดยการยกเลิกดอกเบี้ยคงค้างจำนวน 95.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 3.29 พันล้านบาท ทำให้บริษัทไม่มีจำนวนดอกเบี้ยคงเหลือในจำนวนหนี้ก่อนการแปลงหนี้เป็นทุน

5. หลังจากชำระคืนหนี้บางส่วนและการลดหนี้การค้าดังกล่าว บริษัทคงเหลือจำนวนหนี้ก่อนการแปลงหนี้เป็นทุนสุทธิ 123.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 4.28 พันล้านบาท ซึ่งจะเรียกว่าเป็นหนี้การค้าสุทธิ

6. ภายใต้ MOU บริษัทประสงค์ที่จะชำระหนี้การค้าสุทธิจำนวน 123.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการจัดสรรและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทตามโครงการแปลงหนี้เป็นทุน

โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อนุมัติให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติจัดสรรและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 2.18 หมื่นล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 5 บาท ให้แก่ ACO I เพื่อชำระหนี้การค้าสุทธิจำนวน 123.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามโครงการแปลงหนี้เป็นทุน โดยบริษัทจะกำหนดราคาแปลงหนี้เป็นทุนที่ราคาหุ้นละ 0.1961 บาท รวมเป็นมูลค่า 4.28 พันล้านบาท

บริษัทจะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1.87 แสนล้านบาท จากเดิมที่ 4.88 หมื่นล้านบาท โดยออกหุ้นใหม่ไม่เกิน 2.77 หมื่นล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 5 บาท แบ่งเป็น จัดสรรไม่เกิน 3.43 พันล้านหุ้นเสนอขายผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน (RO) อัตราส่วน 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคาหุ้นละ 0.1961 บาท ,จัดสรรไม่เกิน 2.18 หมื่นล้านหุ้น ให้แก่ ACO I ตามโครงการแปลงหนี้เป็นทุน ที่ราคาหุ้นละ 0.1961 บาท ซึ่งหลังจากแปลงหนี้เป็นทุนครั้งนี้ จะทำให้ ACO I เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจำนวน 76.09% ส่วนหุ้นเพิ่มทุนที่เหลือจัดสรรใช้รองรับการปรับสิทธิของ GSTEL-W1 ,GSTEL-W2 และ GSTEL-W3

บริษัทระบุอีกว่า ภายใต้แผนการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว บริษัทจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจาก Link Capital I ตามสัญญากู้ยืมเงินที่มีจำนวน 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.41 พันล้านบาท มีระยะเวลากู้ยืม 5 ปี มีวงเงินเพื่อเบิกใช้ 3 วงเงิน คือ วงเงินกู้ส่วนที่หนึ่งจำนวน 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 310.58 ล้านบาท ซึ่งจะเบิกใช้วงเงินกู้ส่วนนี้เพื่อชำระหนี้คืนบางส่วนแก่ ACO I ,วงเงินกุ้สว่นที่สอง จำนวน 14.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 485.54 ล้านบาท ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนดำเนินธุรกิจ และวงเงินกู้ส่วนที่สาม เพื่อใช้ชำระหนี้ต่าง ๆ ที่มีอยู่กับกลุ่มมหาชัย บริษัทมีความเชื่อมั่นว่าภายหลังจากการปลดหนี้จำนวน 242.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.37 พันล้านบาทได้ทั้งจำนวน และการได้รับสนับสนุนในแหล่งเงินทุนใหม่ตามสัญญานั้น จะทำให้มีแหล่งเงินทุนเพียงพอในการประกอบธุรกิจและสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างปกติ และคาดว่าจะส่งผลให้บริษัทสามารถเสริมสร้างรายได้และผลกำไรได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทกำหนดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 30 ส.ค.60 เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว

GSTEL ระบุอีกว่า เนื่องจากราคาการแปลงหนี้เป็นทุนให้แก่ ACO I เป็นราคาที่ต่ำกว่าตลาดมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย GSTEL จึงเสนอให้มีการจัดสรรและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ RO โดยไม่รวม ACO I ในราคาเดียวกับราคาที่ใช้แปลงหนี้เป็นทุน คือ 0.1961 บาท/หุ้น โดยมีอัตราส่วนการให้สิทธิ 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ทั้งนี้ วันปิดสมุดทะเบียนเพื่อให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิม (XR) คือภายหลังจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติไม่น้อยกว่า 5 วันทำการ โดยจะเป็นวันก่อนวันที่จดทะเบียนเพิ่มทุนเรียกชำระแล้วให้แก่ ACO I และจะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามรายชื่อที่ปรากฎในวันปิดสมุดทะเบียนดังกล่าว ภายหลังจากที่ ACO I ดำเนินการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด เสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น หากผู้ถือหุ้นเดิมประสงค์จะขายหุ้น GSTEL ที่ถืออยู่ในปัจจุบันก็สามารถขายหุ้นของตนได้ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ และแก่ ACO I ในช่วงทำคำเสนอซื้อ และยังสามารถได้สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน RO ได้ในภายหลังอีกด้วย
ด้าน GJS แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา

โดยที่ประชุมมีมติให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติโครงการแปลงหนี้เป็นทุน โดยภายใต้ MOU กลุ่ม SSG มีแผนปรับโครงสร้างหนี้ของ GJS ดั้งนี้

1. ACO I ได้เข้าซื้อหุ้นจากเจ้าหนี้การค้าเดิมของ GJS จำนวน 4 ราย รวม 91.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.16 พันล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้การค้า

2. ภายหลังจากการเข้าซื้อหนี้การค้าแล้ว GJS ได้เข้าทำสัญญากู้ยืมเงินในวงเงิน 71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.45
พันล้านบาท กับ Link Capital I โดยเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ได้เบิกเงินกู้ส่วนหนึ่งจำนวน 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.41 พันล้านบาท เพื่อชำระหนี้การค้าบางส่วนให้แก่ ACO I เป็นจำนวน 40.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.39 พันล้านบาท

3. ACO I ได้ตกลงลดหนี้การค้าบางส่วน โดยยกเลิกดอกเบี้ยคงค้างจำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 517.64 ล้านบาท ทำให้ GJS คงเหลือดอกเบี้ยจำนวน 3.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 125.41 ล้านบาท

4. หลังการชำระหนี้คืนบางส่วนและการลดหนี้ทางการค้าแล้ว เมื่อวันที่ 26 เม.ย. บริษัทได้ชำระหนี้เพิ่มเติมให้แก่
ACO I เป็นจำนวน 480,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 16.56 ล้านบาท ซึ่งทำให้ GJS คงเหลือหนี้การค้าจำนวน 35.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.24 พันล้านบาท

5. จากการเจรจาเพิ่มเติมกับ ACO I ทาง ACO I มีข้อเสนอเพิ่มเติม คือ ก่อนที่จะดำเนินการตามโครงการแปลงหนี้
เป็นทุน ACO I จะลดหนี้การค้า เพิ่มเติม โดยจะยกเลิกดอกเบี้ยจำนวน 2.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 103.37 ล้านบาท โดย GJS จะคงเหลือดอกเบี้ยคงค้างที่จะนำมาแปลงหนี้เป็นทุนจำนวน 588,367 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 20.3 ล้านบาท

6. ภายใต้ MOU ดังกล่าว GJS จะชำระหนี้การค้าสุทธิจำนวน 32.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.12 พันล้านบาท และดอกเบี้ยคงค้างที่จะนำมาแปลงหนี้เป็นทุนจำนวน 588,367 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นหนี้ที่จะนำมาแปลงหนี้เป็นทุน 32.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.14 พันล้านบาท ซึ่งจะรวมเรียกว่า หนี้การค้าสุทธิ

ที่ประชุมคณะกรรมการ GJS อนุมัติให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติจัดสรรและเสนอขายหุ้นเพิ่ม
ทุนไม่เกิน 3.34 พันล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 6.90 บาท ให้แก่ ACO I โดยกำหนดราคาแปลงหนี้เป็นทุนที่หุ้นละ 0.3400 บาท รวมเป็นมูลค่า 1.14 พันล้านบาท เพื่อชำระหนี้การค้าสุทธิดังกล่าว

ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1.29 แสนล้านบาท จากเดิมที่ 1.03 แสนล้านบาท โดยออกหุ้นใหม่ไม่เกิน 3.79 พันล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 6.90 บาท แบ่งจัดสรรไม่เกิน 3.34 พันล้านหุ้น ให้แก่ ACO I
กำหนดราคาแปลงหนี้เป็นทุนที่ราคาหุ้นละ 0.3400 บาท เพื่อชำระหนี้การค้าสุทธิ ภายหลังการแปลงหนี้เป็นทุนดังกล่าว

ACO I จะเข้ามาถือหุ้นใน GJS ทางตรงจำนวน 24% และทางอ้อมผ่าน GSTEL จำนวน 18.97% รวมเป็นการถือหุ้น จำนวน 42.97% ส่วนหุ้นเพิ่มทุนที่เหลือจัดสรรใช้รองรับการปรับสิทธิ GJS-W2 ,GJS-W3 และ GJS-W4 ทั้งนี้ ยังจะเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น GJS เพื่อขออนุมัติการผ่อนผันการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ GJS โดยอาศัยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (Whitewash)
* * ใช้สิทธิ์ ทำต้นทุนต่ำ

ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า GSTEL ประกาศเพิ่มทุน RO 2:1 ราคาขายหุ้นละ0.1961บ. จ่ายเงิน 15 พ.ย.-15 ธ.ค.60 วันที่ไม่ได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (XR) 5 ก.ย.-ออกพีพี 2.18 หมื่นล้านหุ้น ราคา 0.1961 บ./หุ้นให้ Asia Credit Opportunities I (Mauritius)

โดยผลกระทบ เป็นลบ ส่วนใหญ่บริษัทที่ประกาศเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม ราคาหุ้นจะมีการปรับลดลง ในกรณีนี้มี dilution effect อยู่ 33.3% ถือว่ามากพอควร แต่กรณีจัดสรรหุ้น PP ให้ Asia Credit Opportunities I (Mauritius) ต้องดูว่าจะเป็นเพียงพันธมิตรการเงินเท่านั้น หรือมีส่วนช่วยทางธุรกิจได้ด้วย

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยไม่ได้ทำการวิเคราะห์หลักทรัพย์นี้ (not rated) แต่หากถือหุ้นข้ามผ่านวัน XR ไปแล้ว จะไม่ไปใช้สิทธิ์ก็ไม่ควร มิฉะนั้นจะถือหุ้นในต้นทุนสูง ขณะที่ราคาหุ้นหลัง XR ตามทฤษฎีเป็น 0.3520 หากใช้ราคาปิดข้างต้น

 
* * ราคาหุ้นไดลูทแรง

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ฯว่า บอร์ด “GSTEL-GJS” ไฟเขียวแผนปรับโครงสร้างหนี้-แปลงหนี้เป็นทุน หวังปลดหนี้รวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท เปิดทางกองทุนฮ่องกง “กลุ่มSSG” ฮุบหุ้นใหญ่ผ่าน ACO I เตรียมชงที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติ 30 ส.ค.นี้ โดย GSTEL จะจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 2.18 หมื่นล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.1961 บาท ให้ ACO I เข้าถือหุ้นใหญ่ 76.09% และ GJS จะจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 3.34 พัน ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.34 บาท ให้ ACO I เข้าถือหุ้นใหญ่ 42.97%

ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าในส่วนของ บมจ.จี สตีล (GSTEL) การเพิ่มทุน 2:1 และ แปลงหนี้เป็นทุนทำให้จำนวน
หุ้นเพิ่มจาก 6,850 ล้านหุ้น เป็น 32,075 ล้านหุ้น และมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นจะลดลงเหลือ 0.37 บาทต่อหุ้น จาก 0.50 บาท จึงเกิด Dilution Effect อย่างมาก

ส่วน บมจ.จี เจ สตีล (GJS) การแปลงหนี้การค้าเป็นทุนดังกล่าว จะทำให้หุ้นเพิ่มขึ้นจาก 10,585 ล้านหุ้น เป็น
13,927 ล้านหุ้น และมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นจะลดลงจาก 1.22 บาท เหลือ 1 บาท คาดจะส่งผลลบต่อราคาหุ้น

 

ที่มา : www.settrade.com

เรียบเรียง : พัทธ์ธีรา ศรีพีรพงศ์