ADB ประเมิน”จีดีพี” กัมพูชายังโต7.1 % ได้อีก 2 ปีข้างหน้า

130

ทันหุ้น – ADB ประเมิน”จีดีพี”ประเทศกัมพูชายังโตที่ระดับ 7.1 % ได้อีก 2 ปีข้างหน้าจากภาคอุตสาหกรรมหนุน

นายโกสินทร์ เจือศิริ ภักดี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายธุรกิจสถาบันและการตลาดต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงภาวะลงทุนต่างประเทศว่า โดยประธานาธิบดีโจโก วิโดโดของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ต้องการให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจแตะระดับ 5.6% ในปี 2018 เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายอย่างเป็นทางการของปีนี้ที่ 5.1% ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ปธน.วิโดโดได้เรียกร้องให้บรรดารัฐมนตรีส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนเพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปธน.วิโดโดซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 2014 ได้สัญญาระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งว่าจะทำให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียขยายตัวถึง 7% ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งซึ่งจะสิ้นสุดลงในปี 2019

แม้ว่าธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.015 จุดในปีพ. ศ. 2560 และยังได้ลดอัตราส่วนการให้สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านเทียบกับมูลค่าบ้าน (LTV) ของประเทศซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียสามารถซื้อบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ได้ง่ายขึ้นอย่างไรก็ตามสินเชื่อการเข้าซื้อบ้าน (Kredit Pemilikan Rumah, KPR) และสินเชื่อการเป็นเจ้าของอพาร์ทเมนท์ (Kredit Pemilikan apartment, KPA) ในอินโดนีเซียยังคงชะลอตัวในปี 2560 โดยลดลงจากระดับร้อยละ 8.3 ในเดือนม.ค. สู่ระดับร้อยละ 7.4 ในเดือนก.พ. โดยนักวิเคราะห์คาดว่าการดำเนินนโยบายการเงินต่างๆ ยังไม่ได้ส่งผลไปยังตลาดอสังหาฯของอินโดนีเซีย แต่ในไตรมาสที่สองเป็นต้นไปน่าจะคาดว่าอัตราการเติบโตของ KPR และ KPA จะปรับเพิ่มขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

อัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ในเดือนมี.ค. จากข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของอินโดนีเซีย (BPS) อัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียลดลงเป็นอัตราร้อยละ 3.61 ต่อปี จากการลดลงของราคาสินค้าหลายชนิด โดยเฉพาะข้าว พริก และไข่ไก่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ส่งผลให้เมื่อเทียบรายเดือน อัตราเงินเฟ้อติดลบอยู่ที่ร้อยละ 0.02อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบที่ธนาคารกลางกำหนดที่ร้อยละ 3-5 ต่อปี แต่เป็นที่คาดกันว่าอัตราเงินเฟ้อจะได้รับแรงกดดันมากขึ้นในหลายเดือนต่อจากนี้ จากการให้เงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าของรัฐบาล

มาเลเซีย

มาเลเซียและอินเดียลงนามในข้อตกลงทั้งหมด 31 ข้อ ด้วยมูลค่ารวม 1.58 แสนล้านดอลลาร์ริงกิต ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์การลงนามข้อตกลงของมาเลเซียกับต่างประเทศ ยิ่งกว่านั้นมูลค่ารวมดังกล่าวยังมากกว่าข้อตกลงที่มาเลเซียลงนามร่วมกับประเทศจีนเมื่อ 4 เดือนก่อน ที่มีมูลค่ารวม 1.44 แสนล้านริงกิต โดยข้อตกลงที่สำคัญคือการพัฒนาเมืองท่าทางทะเลที่เกาะ Carey ระหว่าง MMC Port Holdings Sdn Bhd และ Adani Ports and Special Economic Zone Limited (India) มูลค่ารวม 4.14 หมื่นล้านริงกิต นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือด้านอาหารและสินค้า Halal ส่วนที่ประเทศอินเดีย มีข้อตกลงด้านการก่อสร้างทางด่วน โรงงานผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาน้ำมันปาล์ม เป็นต้น ด้านนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ระบุถึงความดีใจที่ได้ขยายความร่วมมือสู่ประเทศอินเดีย และมีธุรกิจที่เริ่มดำเนินการบ้างแล้วในอินเดียและมีกระแสตอบรับที่ดี เช่น AirAsia India

ยอดส่งออกมาเลเซียขยายตัวในเดือนก.พ. ซึ่งสูงสุดในรอบ 3 ปี จากผลการสำรวจของนักนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 10 รายคาดว่า ยอดส่งออกจะปรับตัวขึ้น 17.9% จากปีก่อนหน้า ซึ่งนับว่าจะปรับตัวสูงสุดนับแต่เดือนเม.ย. 2014 โดยนักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า การปรับตัวสูงขึ้นมาจากยอดความต้องการสินค้าและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นของน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว ความเติบโตของสินค้านำเข้าเดือนก.พ.ของมาเลเซียโตขึ้นประมาณ 21.7% ขณะที่ยอดนำเข้าอยู่ที่ 16.1% ส่วนดุลการค้าคาดว่าจะขยายตัวขึ้นสู่ระดับ 6.1 พันล้านริงกิตจากเดือนม.ค.ที่อยู่ที่ระดับ 4.7 พันล้านริงกิต

อุตสาหกรรมการผลิตของมาเลเซียอ่อนแอลงในเดือนมี.ค. โดยดัชนี PMI อยู่ที่ระดับ 49.5 จากระดับ 49.4 ในเดือนก.พ. ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตัวเลขอ่อนแอเป็นเดือนที่ 24 ติดต่อกัน ถึงแม้ตัวเลขอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2015 ทั้งการผลิตอ่อนแอลงจากการที่ยอดสั่งสินค้าใหม่หดตัวลง อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรับตัวสูงขึ้น

สิงคโปร์

ราคาตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้ในการขนส่งสินค้าโรงงานราว 90% ของโลก พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2015 และถือเป็นสัญญาณบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า การขนส่งสินค้าทางทะเลเพิ่มสูงขึ้น และน่าจะเติบโตขึ้นอีกในปีนี้ ดัชนีการขนส่งฮาร์เพกซ์ซึ่งเป็นดัชนีที่ติดตามอัตราตู้คอนเทนเนอร์รายสัปดาห์พุ่งขึ้น 40% จากช่วงต้นปีนี้สู่ระดับ 439 จุด ซึ่งบ่งชี้อีกด้วยว่า การค้าโลกฟื้นตัวขึ้นหลังจากการค้าโลกเติบโตอย่างเฉื่อยชามานานหลายปี ทั้งนี้ดัชนีฮาร์เพกซ์ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยที่เฉพาะเจาะจงบางประการ ซึ่งรวมถึงการถอดรื้อเรือที่ล้นตลาด และการล้มละลายของบริษัทฮันจิน ชิปปิ้งของเกาหลีใต้ อย่างไรก็ดี การค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นก็มีส่วนทำให้เกิดภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ด้วยเช่นกัน ทางด้านบริษัทเอพี โมลเลอร์-เมอร์สก์ ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกระบุว่า บริษัทของเขาคาดว่าอุปสงค์ในตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 2-4% ในปีนี้ หลังจากเพิ่มขึ้นเพียง 1.5-2.0% ในปี 2016

ภาคการผลิตของสิงคโปร์ขยายตัวเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกันในเดือนมี.ค. เนื่องจากมียอดสั่งสินค้าใหม่และส่งออกมากขึ้น รวมไปถึงยอดการจ้างงานใหม่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งสัญญาณให้เห็นว่า การจ้างงานของประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น ภาคสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวเช่นกัน โดยในเดือนมี.ค. ตัวเลข PMI อยู่ที่ 51.8 หรือปรับเพิ่มขึ้น 0.4 จุดจากเดือนก่อนหน้า โดยตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ภาคการผลิตภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

นักเศรษฐศาสตร์ คาดว่า ธนาคารกลางสิงคโปร์(Monetary Authority of Singapore : MAS) จะคงนโยบายเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ในการประชุมเพื่อทบทวนนโยบายที่จะมีขึ้นในเดือนเม.ย. โดยปกติแล้ว MAS มักจะเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศมากกว่าปรับอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ MAS ไม่ได้เปลี่ยนนโยบายเมื่อการทบทวนนโยบายเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา โดยครั้งล่าสุดคือเมื่อเดือนเม.ย. 2016 หลังจากราคาน้ำมันโลกดิ่งลงอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์รายหนึ่งคาดว่า MAS จะปรับลดนโยบายในเดือนนี้ โดยปรับสกุลเงินสิงคโปร์ดอลลาร์เพื่อให้มีช่องว่างเพียงพอสำหรับการปรับค่าของสกุลเงิน

สำนักงานพัฒนาเขตเมืองของสิงคโปร์ (Urban redevelopment Authority : URA) เผยว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2017 ปรับตัวลดลง 0.5% ทั้งนี้ ดัชนีราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 4 ปี 2016 จากระดับ 137.2 มาอยู่ที่ระดับ 136.5 หรือปรับตัวลดลงประมาณ 0.5% เป็นไตรมาสที่ 14 ติดต่อกัน นอกจากนี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยที่ไม่มีที่ดินในพื้นที่เขตเมืองปรับตัวลดลง 0.2% ในขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2016 ปรับตัวขึ้น 0.1% ส่วนราคาอสังหาริมทรัพย์ที่มีที่ดินปรับลดลง 2.8% จากที่เพิ่มขึ้น 0.8% ของไตรมาสที่ 4 ปี 2017

ฟิลิปปินส์

ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ Asian Development Bank (ADB) ได้คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศฟิลิปปินส์ที่ระดับ 6.4% ในปี 2017 จากรายงานการคาดการณ์ของ ADB กล่าวว่า การยังคงมีการคาดการณ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2017 แต่มองการเติบโตผลผลิตในประเทศจะฟื้นตัวอยู่ที 6.6% ในปี 2018 จากที่รัฐบาลจะมีการเพิ่มการใช้จ่ายในเรื่องของสาธารณูปโภคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในปี 2016 คาดว่าจะดำเนินต่อไปในปี 2017 และ 2018 เนื่องจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการบริโภคและการลงทุน นอกจากนี้ โดยส่วนใหญ่ ยังเป็นผลจากการใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคเอกชน รายงานยังกล่าวอีกด้วยว่า อัตราส่วนการลงทุนต่อผลผลิตมวลรวมในประเทศ (Fixed investment to GDP) ในปีที่แล้ว อยู่ที่ระดับ 23.8% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 10 ปี

EDC หรือ Energy Development Corp. ได้กู้ยืมเงินจาก Union Bank of Philippines เพื่อที่จะทำการรีไฟแนนซ์หนี้ของบริษัทที่มีอยู่ EDC เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ได้ทำเรื่องเพื่อผ่อนชำระหนี้เป็นเวลา15 ปีกับทางธนาคารโดยมีมูลค่าหนี้สินรวม 3,500 ล้านเปโซ สัปดาห์ที่แล้ว EDC ได้เสนอยื่นประมูล (Tender Offer) ในมูลค่ารวม 65.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในราคาซื้อที่ 1,110 ดอลลาร์ต่อจำนวนเงินต้น 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 5 เมษายน อย่างไรก็ตาม EDC จะรับข้อเสนอซื้อจนถึงวันที่ 10 เมษายน เพื่อที่จะชำระราคาภายในวันที่ 12 เม.ย. ที่จะถึงนี้ โดยผู้ที่ทำหน้าที่ผู้ดำเนินการอำนวยความสะดวกในการประมูล คือ Hong Kong and Shanghai Banking Corp.

เวียดนาม

รัฐบาลเวียดนามกำลังมองหาแนวทางแก้ปัญหากระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หลังการเติบโตในไตรมาสแรกแตะระดับช้าที่สุดในรอบสามปี เนื่องจากการขาดดุลทางการค้า การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแอ และผลผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ลดลง ทางด้านนายกรัฐมนตรีของเวียดนามระบุว่า รัฐบาลควรกระตุ้นการลงทุนและขยายอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขณะเดียวกันก็ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ภาคเศรษฐกิจที่สำคัญตกอยู่ในมือนักลงทุนต่างประเทศ พร้อมระบุเป้าหมายของรัฐบาลในการเพิ่มการลงทุนเพื่อการพัฒนาให้อยู่ในระดับร้อยละ 35 ของ GDP จากปัจจุบันที่ร้อยละ 32 ทั้งนี้ไตรมาสแรกของปี 2017 GDP ของเวียดนามเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1% และรัฐบาลมีเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจรายปีที่ร้อยละ 6.7 สำหรับปี 2017

Kohlberg Kravis Roberts & Co บริษัทลงทุนของสหรัฐได้ลงทุนมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐในบริษัท Masan Group ในธุรกิจเนื้อสัตว์ โดยเงินลงทุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์ถูกนำไปซื้อหุ้น Masan Group ผ่านบริษัท PENM Partners และอีก 150 ล้านดอลลาร์ได้เข้าซื้อ Masan Nutri-Science สัดส่วนร้อยละ 7.5 ทั้งนี้ผู้บริหารของ KKR คาดว่า Masan จะสามารถอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งในการให้บริการผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงบริการทางการเงินได้ ขณะที่ Masan คาดกว่าเครือข่ายระดับโลกของ KKR ในประสบการณ์ด้านเกษตรกรรมจะช่วยให้ Masan Nutri-Science กลายเป็นรูปแบบ

จากผลสำรวจของธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ระบุว่า กว่าร้อยละ 90 ของสถาบันการเงินในเวียดนามคาดว่าจะมีกำไรก่อนภาษีเพิ่มขึ้นในปี 2017 ขณะที่กลุ่มธนาคารพยายามที่จะควบคุมและลดหนี้เสียภายในปีนี้ โดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อในไตรมาส 2 และตลอดทั้งปี 2017 จะคงที่อยู่ระดับเดียวกับในช่วงสามเดือนแรก หลังจากเมื่อปีที่แล้วอัตราหนี้เสียของเวียดนามปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.46 จากร้อยละ 4.83 ในปี 2014 ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดตั้งสถาบันเพื่อจัดการกับปัญหาหนี้เสียโดยเฉพาะ นอกจากนี้ธนาคารหลายแห่งยังคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อรายปีจะชะลอตัวลงอยู่ที่ร้อยละ 17.23 จากร้อยละ 18.25 ในปี 2016 ส่วนเงินฝากคาดว่าจะเติบโตราวร้อยละ 16.23 นอกจากนี้ธนาคารส่วนใหญ่แสดงความมั่นใจว่าความพยายามของรัฐบาลในการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้ดีในปีนี้

ลาว

รัฐบาลลาวกำลังพยายามที่จะเพิ่มขีดความสามารถของหน่อยงานผู้รับผิดชอบด้านเพื่อให้มั่นใจถึงเสถียรภาพและประสิทธิผลของการเก็บภาษีและรายได้ โดยเจ้าหน้าที่ภาษีจากกระทรวงการคลังและสำนักงานสรรพากรจังหวัดต่างๆทั่วประเทศลาวได้เข้าร่วมสัมมนาเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารภาษี โดยรัฐบาลระบุว่า การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารภาษีของข้าราชการมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะมีส่วนช่วยเร่งการเติบโตของภาคธุรกิจของประเทศ ทั้งนี้งานสัมมนาดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลลาวและญี่ปุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเสริมสร้างขีดความสามารถของภาคการเงินของประเทศลาว และเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทวิภาคีระหว่างทั้งสองประเทศ

Lao Telecom และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) ได้ร่วมกันพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดที่จะนำเสนอโปรโมชั่นใหม่สำหรับลูกค้าปัจจุบันของ Lao Telecom ขณะเดียวกันก็พยายามที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นในประเทศไทยโดยกลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นการจับกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการเติมเงิน M-Phone หรือบริการข้ามแดนอัตโนมัติรายเดือนเมื่อเดินทางข้ามพรมแดนไปซื้อสินค้าที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี โดยลูกค้าจะได้เข้าร่วมโครงการเพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆ ในทันที สำหรับ CPN จุดมุ่งหมายคือการดึงดูดกลุ่มทัวร์จำนวนมากที่มาจากประเทศลาวเพื่อใช้จ่ายเงินในผลิตภัณฑ์ที่โรงแรมเซ็นทรัลพลาซาอุดรธานีโดยเฉพาะร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือก 11 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งรวมไปถึงอาหารฟรี ส่วนลดค่าอาหารและการซื้อสินค้าอื่นๆ ซึ่งการร่วมมือกับ Lao Telecom เนื่องจาก CPN เล็งเห็นว่าบริษัทเป็นผู้นำในด้านการให้บริการด้านการสื่อสารในลาว ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของชาวลาวปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงวันหยุด

กัมพูชา

Sathapana Bank ได้รับเงินกู้มูลค่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากสาขาธนาคาร Mizuho ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่สามารถขยายฐานสินเชื่อได้มากขึ้นเพื่อการเข้าสู่การดำเนินงานเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ Sathapana Bank เป็นธนาคารพาณิชย์รายใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง Sathapana Ltd ซึ่งเป็นสถาบันการเงินรายย่อย (MFI) และธนาคาร Maruhan Japan ของญี่ปุ่น โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วรวม 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสินทรัพย์รวม 772 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลทางการเงินในขณะนั้น

บริษัท Phnom Penh Water Supply Authority (PPWSA) ได้เปิดตัวโรงงานบำบัดน้ำแห่งใหม่ Niroth 2 มีมูลค่าราว 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำสะอาดถึงร้อยละ 30 และเพิ่มรายได้ให้แก่บริษัทและน่าจะสร้างความประทับใจแก่บรรดาผู้ถือหุ้น ซึ่งโรงงานแห่งใหม่จะช่วยให้บริษัทสามารถผลิตน้ำได้เพิ่มวันละ 130,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันเพื่อรองรับความต้องการที่กำลังเติบโต และส่งผลให้กำลังการผลิตรวมของบริษัทเป็น 560,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้สามารถขยายการให้บริการไปยังเมืองอื่นๆได้ อย่างไรก็ตามแม้จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น แต่ PPWSA ยังคงจะซื้อน้ำจากบริษัทเอกชนจากแต่ละเมืองนั้นๆ ต่อไปภายใต้การปกครองของแต่ละจังหวัด ขณะที่รัฐบาลจะจัดหาเงินทุนเพื่ออุดหนุนสำหรับโครงการสาธารณูปโภคด้านน้ำเพื่อเพิ่มกำลังซื้อมากขึ้นต่อไป

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (The Asian Development Bank : ADB) กล่าวในรายงานประจำปีว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชายังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมาแม้ว่าประเทศจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญของระบบเพื่อปรับสถานะขึ้นสู่สถานะรายได้ที่มีรายได้ปานกลางเพื่อรักษาระดับการพัฒนาที่ดีขึ้น ADB เผยตัวเลขและรายงานการคาดการณ์ปี 2017 ว่า อัตราการเติบโต GDP ของกัมพูชาจะยังคงระดับคงที่ภายใน 2 ปีข้างหน้าที่ระดับ 7.1% ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 7% ในปี 2016

ด้านอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีนี้สู่งระดับ 3.4% ซึ่งปรับขึ้นจาก 3% ในปี 2016 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปยังปี 2018 ที่ระดับ 3.5% นอกจากนี้ นาย Samiuela Tukuafu ผู้บริหารของ ADB รายงานว่า การเติบโตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นตัวชี้วัด GDP ที่สำคัญที่สุด ถูกผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ในปี 2016 อัตราการเติบโตอยู่ที่ 10.5% ซึ่งร่วงลงจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 11.7% อุตสาหกรรมดังกล่าวของกัมพูชา รวมไปถึง อุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้า รองเท้า ทั้งนี้ ผู้บริหารหล่าวว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวจะปรับตัวขึ้นกลับสู่ระดับปกติเมื่อเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น

ที่มา: บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน)