FSS มองภาพ “BJC” ฉายแววบวกมากขึ้น แนะรอซื้ออ่อนตัว

1496

บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า เรามีมุมมองเป็นบวกต่อ “บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC” มากขึ้นตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นไป ภายหลังประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ และได้เห็นแผน Refinance อย่างชัดเจน ผ่านการเพิ่มทุนแบบ RO – PP และการออกหุ้นกู้ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างทางการดีขึ้น โดยสัดส่วน Net D/E จะลดลงจาก 12 เท่า (กรณีกู้ 100%) เหลือ 1.39 เท่า ณ สิ้นปี 2016

ปัจจุบัน BJC และ BIGC อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ร่วมกัน โดยตั้งเป้าเกิด Synergy ระดับ 1.7 พันล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ภายใน 1 ปีนี้ BJC ยังไม่มีแผน Delist หุ้น BIGC หรือลดสัดส่วนการถือหุ้นที่ 97.94% เราคาดแผนเพิ่มทุนจะแล้วเสร็จภายใน 3Q16 โดยคาดอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการซื้อกิจการจะไม่เกิน 3.2% ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมดในปี 2016 และคาดอัตราดอกเบี้ยที่ 4.5% สำหรับเงินกู้ 1.3 แสนล้านบาทในปี 2017 ซึ่งเราได้รวมผลประกอบการของ BIGC และพบว่า กำไรของ BIGC สามารถครอบคลุมภาระดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายซื้อกิจการได้ทั้งหมด

โดยประมาณการกำไรสุทธิปี 2016 หลังรวมกิจการยังใกล้เคียงก่อนรวมกิจการที่ 2.2 พันล้านบาท และจะเติบโตมากขึ้น 156% Y-Y เป็น 5.67 พันล้านบาทในปี 2017 และปรับราคาเป้าหมายปี 2016 เป็น 17 บาท (รวม EPS Dilution จากการเพิ่มทุนที่ 59%) และราคาเป้าหมายปี 2017 เท่ากับ 42 บาท (DCF) โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมเข้าลงทุนใน BJC คือ 4Q16 เป็นต้นไป ภายหลังผ่านช่วงที่ต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างมากใน 2Q16 – 3Q16 และรอการเติบโตในปี 2017 เมื่อค่าใช้จ่ายซื้อกิจการน้อยลง และเริ่มเกิด Synergy แนะนำรอซื้ออ่อนตัว

เหตุการณ์

BJC ประกาศแผนแหล่งเงินทุน (Refinance) ในการเข้าซื้อ BIGC โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1) เพิ่มทุน 2,400 ล้านหุ้น แบ่งเป็น RO 1,600 ล้านหุ้น อัตราส่วน 1 : 1 ราคาเพิ่มทุนหุ้นละ 35 บาท และ PP 800 ล้านหุ้น ที่ราคาไม่ต่ำกว่า 35 บาท (ยังไม่กำหนดราคาเพิ่มทุน) ทั้งนี้หากขายหุ้นเพิ่มทุนไม่หมด จะจัดสรรแบบ RO อีกครั้งจนกระทั่งขายจนหมด หรือถ้าไม่มีผู้ประสงค์ซื้ออีก

ผู้ถือหุ้นใหญ่ TCC (ถือหุ้น 73.83%) อาจเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่เหลืออยู่ ภายใต้เงื่อนไข TCC ได้รับการผ่อนผันไม่ทำ Tender Offer กรณีเข้าถือหุ้นถึง 75% กำหนดขึ้น XR วันที่ 7 มิ.ย. และชำระค่าหุ้นเพิ่มทุน 13 ก.ค. – 21 ก.ค. และ 2) ออกหุ้นกู้ หรือสินเชื่อจากสถาบันการเงิน หรือ ออกตั๋วแลกเงิน BE วงเงินรวมไม่เกิน 1.3 แสนล้านบาท โดยจะขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 29 มิ.ย. (TCC มีสิทธิโหวต)

ปรับโครงสร้างทางการเงินให้ดีขึ้นด้วยการเพิ่มทุน

ด้วยแผนการ Refinance มูลค่าเข้าซื้อ BIGC ที่ 2.1 แสนล้านบาท จากวงเงินระยะสั้น 1 ปี Bridging Loan (ครบกำหนด มี.ค. 2017) เป็นการเพิ่มทุนในรูป RO และ PP โดยการเพิ่มทุนแบบ PP จะจัดสรรให้กับนักลงทุนสถาบัน / นักลงทุนรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ โดยจะกำหนดราคาภายหลัง ทั้งนี้ต้องไม่ต่ำกว่าราคา RO ที่ 35 บาท ซึ่งจะดำเนินการไปพร้อมกับการเพิ่มทุน RO และหากขายได้หมดจะได้เงินจากการเพิ่มทุนไม่น้อยกว่า 8.4 หมื่นลบ คาดจะเพิ่มทุนแล้วเสร็จภายใน 3Q16

และอีกส่วนหนึ่งจะมาจากการออก Bond หรือเงินกู้ระยะเวลา 2 ปีจากธนาคาร วงเงินไม่เกิน 1.3 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น D/E Ratio ที่ 1.5 เท่า และคาดทำให้สัดส่วน Net D/E สิ้นปี 2016 ของบริษัทขยับขึ้นเป็น 1.39 เท่า เพิ่มขึ้นจากการก่อนรวม BIGC ที่ 0.84 เท่าในปี 2015 แต่เป็นระดับที่แข็งแรงกว่าและมีสภาพคล่องที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับกรณีที่อาศัยเงินกู้ 100% ที่สัดส่วน Net D/E จะพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 12 เท่า

ตั้งเป้าเกิด Synergy ร่วมกันภายใน 3 ปีนี้

BJC และ BIGC อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยเริ่มจากการปรับวัฒนธรรมองค์กรและบุคลากรให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ควบคู่ไปกับการปรับการบริหารงานในฝ่ายต่างๆเพื่อบรรลุเป้าหมาย Synergy ให้เกิดขึ้นแบบ Recurring และ Long term โดยตั้งเป้าไว้ที่ 1.7 พันล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมาจากทั้งหมด 8 ส่วนงานได้แก่ Private Label, Logistics, Promote BJC Group Products, Finance & Accounting, IT, Special Projects, Real Estate และ Retail Operations

ทั้งนี้อาจเห็นการเติบโตของ BIGC ได้ดีกว่าคาดในอนาคต ภายหลังรวมธุรกิจเข้ากับ BJC และ TCC Group ซึ่งช่วยปลดล็อกข้อจำกัดในการเปิดสาขาใหม่ทั้งในเรื่องของทำเลที่ตั้ง (ที่ดิน) และสภาพคล่อง โดย BJC มีแผนให้ BIGC เป็นหัวหอกในการขยายธุรกิจค้าปลีกทั้งในไทยและ CLMV ซึ่งมีแผนโยกสายงานค้าปลีกเดิมของ BJC (เช่น B’s Mart เวียดนาม, Mega Market 2 สาขาในไทย) มาไว้ภายใต้การบริหารของ BIGC รวมไปถึง Metro เวียดนาม (เปลี่ยนเป็น MM เวียดนาม) ซึ่งหากในระยะถัดไปมีผลประกอบการที่ดีขึ้น อาจควบรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ BIGC ก็เป็นได้

ผลประกอบการ BIGC ครอบคลุมดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายในการซื้อกิจการ

เราได้ทำการปรับประมาณการกำไรของ BJC โดยรวมผลประกอบการของ BIGC, ภาระดอกเบี้ยจ่าย และค่าใช้จ่ายในการซื้อกิจการ ทั้งนี้ภายใต้สมมติฐานการเพิ่มทุนจะแล้วเสร็จภายใน 3Q16 และคาดว่าจะรับรู้ค่าใช้จ่ายในการซื้อกิจการเข้ามาค่อนข้างมากใน 2Q16 – 3Q16 เนื่องด้วยการ Refinance อาจทำค่าใช้จ่ายที่เคยรับรู้แบบ Amortized ต้องเปลี่ยนเป็นรับรู้เป็นก้อนใหญ่ในคราวเดียว ทั้งนี้สำหรับปี 2016 เราประเมินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ รวมค่าใช้จ่ายในการซื้อกิจการไม่เกิน 3.2% ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด ซึ่งจะถูกครอบคลุมทั้งหมดด้วยกำไรของ BIGC

โดยเราประเมินกำไรสุทธิปี 2016 หลังรวมกิจการไว้ใกล้เคียงกับก่อนรวมกิจการที่ 2,216 ล้านบาท (-20.6% Y-Y) หากไม่รวมรายการพิเศษที่ค่อนข้างมากในปี 2015 ในแง่กำไรปกติจะเติบโตราว 11.4% Y-Y สำหรับปี 2017 เราประเมินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ที่ 4.5% ของภาระเงินกู้ที่ 1.3 แสนล้านบาท คิดเป็นภาระดอกเบี้ยจ่ายราว 5.9 พันล้านบาทต่อปี และจะถูกครอบคลุมได้ทั้งหมดจากคาดการณ์กำไรสุทธิของ BIGC ที่ 8,642 ล้านบาท (BJC จะรับรู้เข้ามาในสัดส่วน 97.94% หรือ 8,463 ล้านบาท) ดังนั้นเราจึงคาดกำไรสุทธิปี 2017 หลังรวมกิจการไว้ที่ 5,668 ล้านบาท (+156% Y-Y)

ช่วงเวลาเหมาะสมเข้าลงทุน BJC คือ หลังเพิ่มทุน

เราปรับราคาเป้าหมาย โดยรวมผลจากการเพิ่มทุนที่ก่อให้เกิด EPS Dilutions ราว 59% ทำให้ราคาเป้าหมาย BJC ปี 2016 เท่ากับ 17 บาท (ราคาเป้าหมายก่อนรวม BIGC และการเพิ่มทุนอยู่ที่ 39 บาท) และราคาเป้าหมายปี 2017 จะเท่ากับ 42 บาท โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมเข้าลงทุนหุ้น BJC คือ 4Q16 เป็นต้นไป ภายหลังผ่านช่วงที่ต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างมากใน 2Q16 – 3Q16 และรอการเติบโตในปี 2017 เมื่อค่าใช้จ่ายซื้อกิจการน้อยลง และเริ่มเกิด Synergy นอกจากนี้ ภายใน 1 ปีนี้ BJC ยังไม่มีแผน Delist หุ้น BIGC หรือลดสัดส่วนถือหุ้นจากปัจจุบันที่ 97.94%

 

 

ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)