> SET >

09 กรกฎาคม 2020

SET แกว่งตัวรอปัจจัยใหม่ เน้นเล่นสั้น “ซื้อเช้า ขายบ่าย”

ทันหุ้น-สู้โควิด : โบรกเกอร์คาดตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าแกว่งกรอบ 1,355 - 1,375 จุด ขาดปัจจัยใหม่กระตุ้นการลงทุน แนะนักลงทุนยังต้องเล่นสั้น “ซื้อเช้า ขายบ่าย” 


**บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ SET Index  ปิดที่ระดับ 1362.46 จุด (-10.76 จุด) ดัชนียังอยู่ในรอบการย่อตัวปรับฐาน โดยวางแนวรับที่บริเวณ 1360/1340 จุด (ระดับ Fibonacci Retracement ที่ 38.20% และ 61.80%) แนวโน้มระยะกลางยังมองเป็นบวก


กลยุทธ์การลงทุน

มีหุ้น  ทยอยทำกำไรบางส่วน รอสะสมเพิ่มที่บริเวณแนวรับ 1360 / 1340 จุด ตามลำดับ

ไม่มีหุ้น  รอซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัว หาจังหวะการเข้าเก็งกำไรช่วงบริเวณ 1360/1340 จุด และรอขายเมื่อดัชนีดีดกลับ

ประเมินแนวรับ 1360/1340  แนวต้าน 1375/1390


***บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดดัชนีฯ มีโอกาส rebound หลังถูกเทขายช่วงปลายตลาดวานนี้ แต่ทิศทางยังผันผวน ไร้ข่าวบวกใหม่ๆ  นักลงทุนส่วนใหญ่เก็งกำไรช่วงสั้นๆ เนื่องจากยังกังวลต่อการติดเชื้อ Covid-19 ของบางประเทศ และสหรัฐฯกำลังพิจารณา Sanction จีน  กลยุทธ์วันนี้ ยังต้องเน้นเล่นสั้น จนกว่าดัชนีฯจะยืนเหนือ 1390 จุดได้ 


สถานการณ์ Covid-19 โดยรวมยังทรงตัว ยกเว้นสหรัฐฯ ที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 6 หมื่นคน หรือ 2% ส่งผลให้ความกังวลในเรื่องทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ยังติดเชื้อเพิ่มขึ้น ยังไม่ลดลง ต่อเนื่องมาถึงการเปิดให้เดินทางข้ามประเทศจะช้าลงด้วย ของไทยน่าจะเลื่อนไปเป็น ก.ย. หรือนานกว่านั้น ซึ่งจะทำให้ช่วง peak ของการท่องเที่ยวปีนี้อาจไม่เกิดขึ้นแล้ว แน่นอนว่า สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ คือทองคำ และพันธบัตร ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุน 


ราคาน้ำมันดิบ ถูกกดดันจากตัวเลข stock น้ำมันดิบของสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้น 5.7 ล้านบาร์เรล (คาด +3.7) ซาอุฯ ปรับราคาขายน้ำมันดิบเพิ่มเป็นเดือนที่สอง (ก.ค.+ส.ค.)  และการชะลอการเปิดประเทศหลัง covid-19 ยังระบาด จะลดความน่าสนใจในหุ้นน้ำมันลง (ผู้ผลิต+โรงกลั่นฯ) แต่ปิโตรเคมีคาดยังดีจากการผลิตภาคอุตสาหรรมที่เพิ่มขึ้น (ดีต่อ PTTGC, IVL, VNT) 


สงครามการค้า สหรัฐฯ-จีน เป็นตัวแปรที่เข้ามาถ่วงตลาดด้วย  หลังสหรัฐฯมีความคิดที่จะยกเลิกการผูกติดค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงกับดอลลาร์สหรัฐ กดดันต่อดอลล่าร์วานนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของวัน คือตัวเลขเคลมการว่างงานของสหรัฐฯ (คืนนี้)


#Strategy

ทิศทางตลาดยังไม่ชัดเจน การปรับฐานของตลาดใกล้จบหรืออาจจบไปแล้ว เพียงแต่ขาดแรงซื้อ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี่ช่วยพยุงตลาดโลกไว้ แต่ Flow ยังขายตลาดเอเซีย นักลงทุนยังต้องเล่นสั้นๆ “ซื้อเช้า ขายบ่าย” ไปก่อน


หุ้นแนะนำในพอร์ต วันนี้ คงหุ้นเดิมไว้ทั้งหมด พอร์ตหลักประกอบด้วย IVL (20%), KCE (10%), PTG (10%), JMT (20%), DCC *(10%)  ส่วนพอร์ต KTBST SET50 (Skynet) มีหุ้น  WHA (20%), CRC(20%), ADVANC(20%), BGRIM (20%)


#Strategy top picks

ADVANC  (เป้าเชิงกลยุทธ์ 195 บาท)  – คาดกำไร 2Q20E เป็นจุดต่ำสุด ก่อนฟื้นตัวใน 2H20E ราคาหุ้นที่ลงมามาก จนเริ่มน่าสนใจ รวมทั้งยังมองไม่เห็นข่าวลบที่ราคาลงมาแบบนี้ 


ADVANC มีความเป็น defensive อยู่ในตัว อาจเหมาะกับตลาดแบบนี้ และจัดเป็นหุ้นที่ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งตัวหนึ่งของตลาดการจ่ายเงินปันผลอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี เราคาด @7.6 คิดเป็น Dividend Yield 4.0% (ณ ราคา 189.50 บาท)


ประเมินกำไรปกติ 2Q20E ที่ 6.9 พันล้านบาท (-17% YoY, -4% QoQ) รับผลกระทบจาก COVID-19 เต็มไตรมาส (ทั้งจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐและรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ลดลง)


Technical : INTUCH, SPVI


**บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ส่องแนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้  มีมุมมองเป็นกลางคาด SET แกว่งตัว 1,355 - 1,370 จุด เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่กระตุ้นการลงทุน โดยแม้ว่าภาวะตลาดจะมีความคาดหวังเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัวขึ้นเป็น V shape หลังตัวเลขเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐ ยุโรป และจีนขยายตัวขึ้นชัดเจนในเดือนที่ผ่านมา 


ประกอบกับแรงเก็งกำไรหุ้นรายตัวที่งบ 2Q20 จะเติบโตขึ้นเป็นตัวหนุนดัชนี อย่างไรก็ตามเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศโดยเฉพาะยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหรัฐที่พุ่งสูงมากถึง 6.1 หมื่นราย/วันนั้นจะเป็นกดดันให้ภาวะตลาดอ่อนตัวลง


กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

- กลุ่มอาหาร (TU, CPF, GFPT, TFG) และ กลุ่มอิเล็คฯ (KCE, DELTA, HANA) ได้อานิสงส์เงินบาทอ่อนค่าลง

- กลุ่มที่คาดว่างบ 2Q20 จะเติบโตขึ้น (TOP, PTTGC, SPRC, BGRIM, CKP, TASCO, STA, SPALI)

- กลุ่ม Defensive ในช่วงตลาดผันผวน (INTUCH, TTW, DIF)


หุ้นแนะนำวันนี้

TU (ปิด 13.5 ซื้อ/เป้า 15.3) ได้ Sentiment บวกจากค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐและเงินยูโร ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการ 2Q20 มีแนวโน้มที่จะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 900-1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ราคายังมี downside จำกัด เพราะมี P/E ต่ำเพียง 13 เท่า คิดเป็น -2.5SD


TKN (ปิด 10.80 ซื้อ/เป้า IAA Consensus 12) แนวโน้มผลกำไรจะทยอยฟื้นตัว qoq ยอดขายในจีนเริ่มกลับสู่ภาวะปกติตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. การจับมือ Orion ซึ่งเป็น Distributor รายใหญ่ในจีน ประกอบกับกิจกรรมเศรษฐกิจของจีน (PMI การผลิตและบริการ) ที่ฟื้นตัวจะหนุนยอดขายของ TKN ในจีนเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง


บทวิเคราะห์วันนี้

RS (ปิด 16.3 ปรับลดเป็นถือ/เป้าใหม่ 14 เดิม 15.5), STGT (ปิด 68.5 ถือ/เป้าใหม่ 73.5 เดิม 45.5)


ประเด็นสำคัญวันนี้

(+) ดาวโจน์ฟื้นตัว 177 จุด ยังมั่นใจเศรษฐกิจสหรัฐกลับมาฟื้นตัว หลังเจ้าหน้าที่เฟดคาดอัตราการว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 7% ภายในสิ้นปีนี้ (ปัจจุบัน 11.1%): ดัชนีดาวโจนส์กลับมาเพิ่มขึ้น 177 จุด (+0.68%) ปิดที่ 26,067 จุด หลักๆ มาจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี อาทิ แอปเปิล อิงค์ (+2.33%) และไมโครซอฟท์ คอร์ป (2.2%) เนื่องจากนักลงทุนยังคาดหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะทยอยกลับมาฟื้นตัวหลังจากที่ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจในหลายกิจกรรมเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น อาทิ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการ รวมถึงการจ้างงาน 


นอกจากนี้ตลาดยังได้แรงหนุนเพิ่มขึ้นหลังจาก นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟด สาขา เซนต์หลุยส์ คาดว่าอัตราว่างงานของสหรัฐมีแนวโน้มลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 8% หรืออาจลดลงมาอยู่ที่ระดับ 7% ภายในสิ้นปีนี้ เทียบจากปัจจุบันอยู่ที่ 11.1%


(-) Covid-19 ระบาดในสหรัฐยังน่าเป็นห่วง ล่าสุดมีจำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นทะลุ 6 หมื่นรายทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์: เราคาดว่าปัญหาการระบาดของไวรัส Covid-19 จะยังเป็นปัจจัยลบสำคัญคอยกัดเซาะภาวะเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไปจนกว่าจะมีการพัฒนาวัคซีนแล้วเสร็จ 


โดยปัจจุบันสหรัฐเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสมากที่สุด ซึ่งล่าสุด worldometer รายงานว่าสหรัฐมีจำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นอีก 6.1 หมื่นราย ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง ส่งผลให้สหรัฐมีจำนวนผู้ติดเชื้อรวม 3.1 ล้านราย และ เสียชีวิต 1.3 แสนราย ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 12.1 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิต 5.5 แสนราย จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอาจจะทำให้หลายประเทศอาจต้องกลับมาปิดเศรษฐกิจหรือ lockdown รอบใหม่ ทำให้เศรษฐกิจอาจจะฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้


(+) ราคาน้ำมันดิบยังประคองตัวเหนือระดับ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้สต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น: วานนี้ EIA รายงานตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 5.7 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะลดลง 3.7 ล้านบาร์เรล


อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบยังเพิ่มขึ้น 28 เซนต์ (+0.7%) ปิดที่ระดับ 40.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนให้น้ำหนักไปที่ข่าวการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นและตัวเลขสต๊อกน้ำมันเบนซินที่ลดลงบ่งชี้ได้ว่าความต้องการพลังงานโดยรวมในสหรัฐยังเพิ่มขึ้น โดย สหรัฐนำเข้าน้ำมันดิบในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 7.39 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 5.97 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่สต๊อกน้ำมันเบนซินลดลง 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน    


อยากลงทุนสำเร็จ เป็นเพื่อนกับเรา พร้อมรับข่าวสารได้ทุกช่องทางที่
APP ทันหุ้น ANDROID คลิ๊ก
https://qrgo.page.link/US6SA
APP ทันหุ้น IOS คลิ๊ก
https://qrgo.page.link/QJKT7
[email protected] คลิ๊ก
https://lin.ee/uFms4n5
FACEBOOK คลิ๊ก
https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/
YOUTUBE คลิ๊ก
https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNA
TELEGRAM คลิ๊ก
https://t.me/thunhoon_news
Twitter คลิ๊ก
https://twitter.com/thunhoon1


จาก
ถึง
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X