> ปักหมุดพระราม 9 >

01 กรกฎาคม 2020

หุ้นกลุ่มไหนได้ประโยชน์จาก กพท. เปิดเส้นทางการบินระหว่างประเทศ

เช้าวันที่ 30 มิ.ย. 63 ดูเหมือนจะเป็นเช้าที่สดใสของกลุ่มการบินมากที่สุดในรอบ 2 เดือน หลังจากที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้มีการหารือกับสายการบินในประเทศตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมาและล่าสุด (29 มิ.ย.) ผู้อำนวยการ กพท. ก็ได้ลงนามเงื่อนไขในการอนุญาตให้อากาศยานทำการบินเข้า-ออกประเทศไทยได้ มีผลในวันที่ 1 ก.ค. ที่จะถึงนี้

นัยสำคัญจากการอนุญาตดังกล่าวที่มีผลทำให้หุ้นกลุ่มสายการบินปรับตัวเพิ่มขึ้นในเช้าวันที่ 30 มิ.ย. ก็คือ การอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถบินเข้า-ออกจากประเทศไทยได้ (หลังจากปิดเส้นทางการบินระหว่างประเทศยาวนานเกือบ 3 เดือน) แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการและเงื่อนไขในการป้องกันการระบาดของ COVID-19 ประกอบไปด้วย 3 หัวข้อหลักๆ ดังนี้

ข้อ 1 อากาศยานดังต่อไปนี้สามารถบินเข้าออก หรือขึ้นลงในท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินระหว่างประเทศได้


1. อากาศยานราชการหรือที่ใช้ในราชการทหาร (State or Military Aircraft)


2. อากาศยานที่ขอลงฉุกเฉิน (Emergency Landing)


3. อากาศยานที่ขอลงทางเทคนิค (Technical Landing) โดยไม่มีผู้โดยสารออกจากเครื่อง


4. อากาศยานที่ทำการบินเพื่อให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ทำการบินทางการแพทย์ หรือการขนส่งสิ่งของเพื่อสงเคราะห์แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 (Humanitarian Aid, Medical and Relief Flights)


5. อากาศยานที่ได้รับอนุญาตให้ทำการบินรับส่งบุคคลกลับประเทศไทยหรือกลับภูมิลำเนา (Repatriation)


6. อากาศยานขนส่งสินค้า (Cargo Aircraft)


ข้อ 2 ผู้โดยสารหรือผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านอากาศยานที่ได้รับอนุญาตการบินจาก กพท. มีข้อกำหนด ดังนี้


1. ผู้มีสัญชาติไทย


2. ผู้มีเหตุยกเว้น หรือเป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินมีการอนุญาต หรือเชิญให้เข้ามาได้ตามความจำเป็น


3. ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งเป็นคู่สมรส, บิดามารดา หรือบุตรของผู้มีสัญชาติไทย


4. ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งมีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร


5. ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งมีใบอนุญาตทำงานหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามกฎหมาย ตลอดจนคู่สมรสหรือบุตรของบุคคลดังกล่าว


6. ผู้ขนส่งสินค้าตามความจำเป็น แต่เมื่อเสร็จภารกิจแล้วให้กลับออกไปโดยเร็ว


7. ผู้ควบคุมยานพาหนะหรือเจ้าหน้าที่ประจำยานพาหนะซึ่งจำเป็นต้องเดินทางเข้ามาตามภารกิจ


8. ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาของสถานศึกษาในประเทศไทยที่ทางการไทยรับรอง ตลอดจนบิดามารดาหรือผู้ปกครอง


9. ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งมีความจำเป็นต้องเข้ามารับการตรวจรักษาพยาบาลในประเทศไทยและผู้ติดตามของบุคคลดังกล่าว แต่ต้องไม่เป็นกรณีเข้ามาเพื่อการรักษาพยาบาล COVID-19


10. บุคคลในคณะทูต, คณะกงสุล,องค์การระหว่างประเทศ, ผู้แทนรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศซึ่งมาปฏิบัติงานในประเทศไทย หรือบุคคลในหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นตามที่กระทรวงการต่างประเทศอนุญาตตามความจำเป็น


11. ผู้ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาตามข้อตกลงพิเศษ (Special Arrangement) กับต่างประเทศ


ข้อ 3 อากาศยานและผู้โดยสารหรือผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรตามข้อ 2 จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข เงื่อนเวลา และหลักเกณฑ์ของผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือข้อกฎหมายอื่นๆที่มีผลบังคับใช้อยู่ เพื่อการป้องกันโรคและจัดระเบียบจำนวนบุคคลที่เดินทางเข้ามาให้สอดคล้องกับความสามารถของเจ้าหน้าที่คัดกรองและการจัดสถานที่ไว้กักกัน (Quarantine)


โดยสรุปจากรายงานดังกล่าว ชาวต่างชาติที่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านอากาศยานได้ต้องมีความจำเป็นในการเดินทาง และยังไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าเป็นการเปิดเส้นทางการบินเพื่อการท่องเที่ยว จึงมองว่าเป็นเพียงปัจจัยบวกระยะสั้นต่อกลุ่มสายการบินเท่านั้น จนกว่าสถานการณ์ของ COVID-19 ทั่วโลกจะดีขึ้น ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจในการเดินทางมากขึ้น กลุ่มสายการบินจึงจะมีโอกาสฟื้นกลับมาจึงแนะนำว่าให้เทรดหุ้นหรือ Single Stock Futures ฝั่ง Long กลุ่มสายการบินอย่างระมัดระวัง ได้แก่ AAV, AOT และ BA


สำหรับ AAV ก็มีอีกประเด็นบวกเพิ่มเข้ามา ก็คือบุฟเฟต์บินในประเทศไม่จำกัดในราคาเพียง 2,999 บาท ใช้สิทธิ์ได้ภายในปี 63 ซึ่งได้รับความสนใจจากบรรดานักท่องเที่ยวไทยอย่างล้นหลาม เกิดเป็น Sentiment บวกต่อราคาหุ้นของ AAV ด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มโรงพยาบาลที่มีรายได้จากชาวต่างชาติโดยเฉพาะ BH (สัดส่วน70%) และ BDMS (สัดส่วน 30%) เนื่องจาก กพท. อนุญาตให้ชาวต่างชาติที่มีความจำเป็นต้องเข้ามารับการตรวจรักษาพยาบาลในประเทศไทย (ยกเว้นว่ามารักษา COVID-19) ประเด็นนี้จะทำให้รายได้ของ BDMS และ BH มีโอกาสฟื้นตัว ซึ่งต้องติดตามกันในผลการดำเนินงาน Q3/63 ที่จะประกาศในเดือน พ.ย.


ส่วนหุ้น หรือ Single Stock Futures กลุ่มโรงแรม อาจจะยังไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ เนื่องจากเป็นการเปิดเส้นทางการบินระหว่างประเทศสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องเข้า-ออกประเทศไทยเท่านั้น ยังไม่ได้เปิดเส้นทางการบินเพื่อการท่องเที่ยวแบบเต็มตัว ดังนั้น ใครที่กำลังตัดสินใจลงทุนในหุ้น หรือซื้อขาย Single Stock Futures ฝั่ง Long กลุ่มโรงแรม ได้แก่ CENTEL, ERW และ MINT อาจต้องรอความชัดเจนจากโครงการ Travel Bubble ที่จะเข้ามาเป็นประเด็นบวกชัดๆต่อกลุ่มนี้


สุดท้าย สิ่งที่เราต้องติดตามในลำดับต่อไปคือ ประกาศจากศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละวัน หรือการผ่อนคลายมาตรการบังคับใช้เฟสต่อๆไป รวมถึงติดตามผลการดำเนินนโยบายและมาตรการที่หน่วยงานต่างๆประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้ ว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศอย่างไร และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ ผลการดำเนินงาน Q2/63 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะมีผลต่อ Sentiment ของตลาดอย่างแน่นอนในเดือน ก.ค. และ ส.ค. นี้ ใครเป็นสาวกหุ้นหรือ Single Stock Futures ตัวใด อย่าลืมติดตามผลการดำเนินงานของตัวนั้นด้วยนะครับ


ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด


อยากลงทุนสำเร็จ เป็นเพื่อนกับเรา พร้อมรับข่าวสารได้ทุกช่องทางที่
APP ทันหุ้น ANDROID คลิ๊ก https://qrgo.page.link/US6SA
APP ทันหุ้น IOS คลิ๊ก https://qrgo.page.link/QJKT7
[email protected] คลิ๊ก https://lin.ee/uFms4n5
FACEBOOK คลิ๊ก https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/
YOUTUBE คลิ๊ก https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNA
TELEGRAM คลิ๊ก https://t.me/thunhoon_news
Twitter คลิ๊ก https://twitter.com/thunhoon1

จาก
ถึง
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X