> ปักหมุดพระราม 9 >

07 กุมภาพันธ์ 2020

Trend การซื้อหุ้นคืนจะมาแรงมากในปี 2563

21 บริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนในปี 2562 เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 19 บริษัทและปี 2560ที่มีเพียง 3 บริษัท ส่วนใหญ่ที่ประกาศซื้อคืนในปี 2562 เป็นบริษัทขนาดเล็ก-กลางที่เคยเติบโตเร็ว แล้วเผชิญกับภาวะฟองสบู่แตกในปี 2557-2559 จนราคาหุ้นหลายตัวปรับตัวลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ของช่วงที่ร้อนแรง แล้วแทบไม่ขยับไปไหนเพราะสภาพคล่องหดหาย จึงจำเป็นต้องส่งสัญญาณว่าราคาหุ้นอยู่ในโซนที่ถูกมากเกินไป แต่ด้วยภาวะตลาดหุ้นโดยรวมที่ผันผวนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วง 2H62 ที่ Trade War ไม่มีความชัดเจน ทำให้ผลจากการซื้อหุ้นคืนโดยเฉลี่ยเป็นเพียงการพยุงราคาไม่ให้ปรับตัวลงแรงเท่านั้น โดยหุ้นที่ประสบความสำเร็จกับการซื้อหุ้นคืน(ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงซื้อคืน) คือ BA(+6.0%), BJCHI(+9.6%), LPN(+10.3%), SIRI(+20.3%), SUSCO(+11.4%), SVI(+5.9%) TCAP(+7.0%) ส่วนหุ้นที่น่าผิดหวังกับการซื้อหุ้นคืน(ผลตอบแทนเป็นลบในช่วงซื้อคืน) คือ BANPU(-10.2%), BR(-9.6%), MM(-20.7%), SYNTEC(-17.7%), TITLE(-21.6%)


ทั้งนี้ ถ้าคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักด้วยวงเงินการซื้อหุ้นคืน หุ้นทั้ง 21 ตัวให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยเพียง 1.1%ในช่วงที่ซื้อคืน ใกล้เคียงกับ SET INDEX ที่ให้ผลตอบแทนตลอดปี 2562 ที่ 1.0%สะท้อนว่าผลลัพธ์ของการซื้อหุ้นคืนไม่ได้หนุนให้ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยปรับตัวขึ้นมากนัก แต่ถือว่าช่วยจำกัด Downside โดยเฉลี่ยไม่ให้ปรับตัวลงแรงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมหรือ SET INDEX ได้


ถ้าอิงจากแนวโน้มในปี 2561-2562 ที่มีบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผนวกกับภาวะตลาดหุ้นที่ไม่เป็นใจตั้งแต่ต้นปี ทำให้เราคาดว่าปี 2563 จะมีจำนวนบริษัทที่ทำการซื้อหุ้นคืนมากกว่าปี 2562โดยเราประเมินความเป็นไปได้ที่บริษัทจะประกาศซื้อหุ้นคืนจาก 5 เหตุผลคือ (1) ราคาหุ้นปรับตัวลงจน Valuation อยู่ในโซนถูก ทั้งในแง่ของ PER และ PBV อยู่ในโซน -1ถึง -2 S.D. ของค่าเฉลี่ย 10ปีย้อนหลัง (2) ROE ลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของตัวเองและของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการซื้อหุ้นคืนจะช่วยหนุน ROE ในกรณีที่ความสามารถจากการทำกำไรยังอยู่ในระดับเดิม (3) ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว โดยเฉพาะงวด 2H63 ที่เผชิญกับการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ทำให้หลายบริษัทใหญ่ เช่น กลุ่มแบงก์ยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในช่วงนี้ (4) มีเงินสดในมืออยู่ในระดับสูง โดยวัดจากเงินสดต่อหุ้นเทียบกับราคาหุ้นในปัจจุบัน (5) ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง D/E Ratio ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้การซื้อหุ้นคืนไม่เป็นภาระทางการเงินและการลงทุนในอนาคต


ในสมมติฐานของเรา จะพิจารณาเฉพาะหุ้นใน SET100 เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าราคาหุ้นของบริษัทขนาดเล็กไม่ตอบสนองเชิงบวกต่อการซื้อหุ้นคืน ผลการทดสอบโดยการให้คะแนนตามลำดับการจัดเรียงแบบปกติพบว่า กลุ่มแบงก์มีโอกาสซื้อหุ้นคืนมากที่สุด รองลงมาคือโรงกลั่น ปิโตรเคมี ท่องเที่ยว ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเกษตรอาหาร ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงมาก YTD ที่น่าสนใจคือ Scorecard ของเราบ่งชี้ว่า KBANK มีโอกาสซื้อหุ้นคืนมากที่สุดใน SET100ซึ่งได้ประกาศซื้อไปแล้วเมื่อ 30 ม.ค. 63 ด้วยวงเงิน 4,600 ล้านบาท


เกณฑ์ในการคัดเลือกบริษัทที่มีโอกาสซื้อหุ้นคืนของเรา นอกจากการให้คะแนนจากการจัดลำดับแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับแนวโน้มผลประกอบการและความเสี่ยงทางการเงินในอนาคต รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการกลับสถานะ Short Sales ด้วย หุ้นที่เราประเมินว่าน่าสนใจ คือ BBL/ SCB/ BCP/ IRPC/ STA/ ERW/ HANA/ KCE แม้ผลการวิเคราะห์อาจไม่สามารถชี้นำการตัดสินใจของฝ่ายบริหารบริษัทเหล่านี้ได้ แต่อย่างน้อย เราเชื่อว่าหุ้นชุดนี้มี Downside จำกัดในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งไม่เหมาะกับการนำมาใช้เก็งกำไรขาลงผ่านธุรกรรม SBL หรือ Short Block Trade ใน Single Stock Futures


Yuanta ชวนแซ่บ by อ.อ้วน

จาก
ถึง
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X