ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของมาเลย์กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

245

ทันหุ้น – การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของมาเลเซียกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น คาดปี 2560 นักท่องเที่ยวเชิงสุข   ภาพจากทั่วโลกมาที่มาเลเซียมากกว่า 1 ล้านราย ขณะที่ประเทศไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเทศผู้นำด้านการนำเข้าไฟฟ้าจากลาวในกลุ่มประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ

นายโกสินทร์ เจือศิริภักดี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายธุรกิจสถาบันและการตลาดต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวภาวะการลงทุนต่างประเทศว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียคาดว่าจะอยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ในไตรมาสแรกของปี 2017 เมื่อเทียบรายปี ใกล้เคียงกับเมื่อปีก่อนหน้าที่ร้อยละ 4.92 แม้ว่าการส่งออกจะเติบโตขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่อำนาจซื้อของผู้บริโภคในประเทศยังคงอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากภาษีค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศ ทำให้อินโดนีเซียไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ร้อยละ 5 ในไตรมาสแรกได้

สภาวะทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่กำลังปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสมาคมอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ของอินโดนีเซียระบุว่า ยอดขายรถจักรยานยนต์ของประเทศลดลงร้อยละ 15.9 ในเดือนมี.ค.เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 473,896 คัน จาก 563,341 คันในปีก่อนหน้า โดยนักวิเคราะห์คาดว่า การที่เศรษฐกิจเติบโตขึ้นช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้บริโภคในระดับชนชั้นกลางและชนชั้นสูงของประเทศ ซึ่งกลุ่มดังกล่าวนิยมซื้อรถยนต์ ขณะที่ชนชั้นกลาง-ล่างซึ่งนิยมซื้อรถจักรยานยนต์ยังไม่เห็น

การปรับตัวของกำลังซื้อที่เด่นชัด และจัดลำดับความสำคัญของความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น อาหารเครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัยเป็นอันดับแรกก่อนยานพาหนะ ทางด้านสมาคมฯ ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อยอดขายรถจักรยานยนต์ในปี 2017 และคาดว่าในปีนี้ยอดขายจะแตะระดับ 6 ล้านคัน จากระดับ 5.93 คันในปี 2016

มาเลเซีย

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของมาเลเซียพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 ปีในเดือนมี.ค. โดยอยู่ที่ร้อยละ 5.1 จากร้อยละ 4.5 ในเดือนก.พ. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า จะอยู่ที่ร้อยละ 5.3 ทั้งนี้กรมสถิติมาเลเซียระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือนมี.ค.เพิ่มขึ้นเนื่องจากผลของฐานเปรียบเทียบที่ระดับต่ำ และราคาขายปลีกน้ำมันที่พุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจจะไม่กระทบต่อนโยบายของธนาคารกลางมาเลเซีย เนื่องจากคาดว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะยังคงมีเสถียรภาพในปีนี้

จากการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 11 รายของ Reuters เผยว่า อัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียคาดว่าจะพุ่งขึ้นจากระดับ 4.5% ในเดือนกุมภาพันธ์สู่ระดับ 5.3% ในเดือนมีนาคม ซึ่งนับว่าปรับขึ้นสูงที่สุดในรอบ 8 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากการที่ราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ธนาคารกลางมาเลเซียกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับขึ้นค่อนข้างสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2017 จากราคาที่สูงขึ้นของเชื้อเพลิง แต่คาดว่าจะปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2017

ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจมาเลเซียปี 2017 จะยังคงโตขึ้นที่ระดับ 4.3% เนื่องจากยังคงมีแรงกดดันจากเรื่องการเงินสาธารณะ ถึงแม้การเติบโตการค้าโลกและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวขึ้น อัตราการเติบโตของมาเลเซียชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วในปี 2016 แต่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้านี้ (2017 – 2019) ธนาคารโลกกล่าวว่า เงินทุนจากรัฐบาล การใช้จ่ายเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราการส่งออกจะช่วยผลักดันให้การเติบโตของมาเลเซียในปี 2017 และ 2018 อยู่ที่ระดับ 4.3% และ 4.5% ตามลำดับ

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของมาเลเซียกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจากการแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ค่าเดินทางที่ราคาถูก รวมไปถึงค่าใช้จ่ายด้าน healthcare ในประเทศแถบยุโรป นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเดินทางเข้ามาเลเซียเฉลี่ย100% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เมือง George Town และ Kuala Lumpur เป็น 2 เมืองหลักที่นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเข้ามาให้บริการ การรักษาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในมาเลเซีย รวมไปถึงการผ่าตัดเสริมความงาม ทันตกรรม และ ผิวหนัง สำหรับปี 2016 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากทั่วโลกมาที่มาเลเซียมากกว่า 1 ล้านราย และคาดว่า ตัวเลขในปี 2017 นี้ จะเพิ่มมากขึ้น

สิงคโปร์

ยอดการส่งออกสินค้าทั่วไปที่ผลิตในประเทศยกเว้นน้ำมัน (Non-oil domestic exports : Nodx) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 16.5% ในเดือนมี.ค. เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ขณะที่การส่งออกสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ไปยังประเทศจีนและสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในแนวบวก โดยยอดสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวขึ้น 5.2% ในเดือนมี.ค. เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ทางด้านการประชุมธนาคารกลางสิงคโปร์ครั้งล่าสุด ยังคงนโยบายด้านการเงินสิงคโปร์ดอลลาร์ให้อยู่ในระดับศูนย์และเตือนถึงเศรษฐกิจโลกและการค้าถึงแม้ว่าสิงคโปร์มีตัวเลขการส่งออกที่ปรับตัวและเศรษฐกิจของประเทศปรับตัวดีขึ้น

พนักงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเงิน และที่ปรึกษาทางการเงินในสิงคโปร์ คาดว่าจะได้รับค่าจ้างเพิ่มมากขึ้นในปี 2017 เนื่องจากพนักงานกลุ่มดังกล่าวเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน จากรายงานของ Robert Half Singapore เผยว่า พนักงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คาดว่า จะได้รับการปรับเงินเดือนขึ้นประมาณ 3.2% ส่วนพนักงานด้านการเงิน และที่ปรึกษาทางการเงินโตขึ้นเฉลี่ย 1.2% ในปี 2017 ในขณะนี้บริษัทในสิงคโปร์หลายๆ แห่งกำลังแข่งขันกันในช่วงยุคดิจิตัล และหากบริษัทใดปรับปรุง พัฒนาและมีนวัตกรรมใหม่ๆ รองรับความก้าวหน้าดังกล่าวมากที่สุด จะได้รับส่วนแบ่งทางตลาดมากที่สุด และเนื่องจากอุตสาหกรรมดิจิตัลกำลังก้าวหน้า พนักงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศผู้ซึ่งสามารถดูระบบที่ซับซ้อน และวิเคราะห์โปรแกรมได้จะเป็นที่ต้องการมากที่สุดในตลาดแรงงาน

ฟิลิปปินส์

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าฟิลิปปินส์จะเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดในภูมิภาคในอีก 2 ปีข้างหน้าท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะดีขึ้น โดยนาย Shanaka Jayanath Peiris ผู้แทนจาก IMF คาดว่าฟิลิปปินส์จะมีการเติบโตของ GDP ในปีนี้ที่ร้อยละ 6.8 และร้อยละ 6.9% ในปี 2018 ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัวของการส่งออก โดบการเติบโตที่คาดการณ์ไว้สำหรับฟิลิปปินส์ในปีนี้จะเร็วกว่าจีนที่ 6.6% ,เวียดนาม 6.5%,อินโดนีเซีย 5.1%, มาเลเซีย 4.5%, ไทย 3% และสิงคโปร์ 2.2%

นายอาเธอร์ ทูกาเด รมว.ขนส่งฟิลิปปินส์ ระบุว่า นายโรดริโก ดูเตอร์เต นายกรัฐมนตรีฟิลิปปินส์ และนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะลงนามในข้อตกลงก่อสร้างโครงการรถไฟใต้ดินในเดือนพ.ย. เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรที่คับคั่งในกรุงมะนิลา โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการรถไฟใต้ดินโครงการแรกของฟิลิปปินส์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง 227 ล้านเปโซ หรือราว 4.5 ล้านดอลลาร์ ขณะที่จะได้รับเงินทุนบางส่วนจากงบประมาณรัฐบาล และอีกส่วนหนึ่งจะมาจากเงินทุนช่วยเหลือการพัฒนาของญี่ปุ่น ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์คาดว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มการก่อสร้างในปี 2020 และเสร็จสิ้นในไตรมาส 2 ของปี 2024

เวียดนาม

ยอดนำเข้ารถยนต์ของเวียดนามเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 34.4 ในไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สู่ระดับ 26,500 คัน โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นรถยนต์ที่นำเข้ามาจากประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยอัตราภาษีนำเข้าต่ำ ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ระดับ 488 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการปรับลดภาษีนำเข้าจากตลาดรถยนต์รายใหญ่อย่าง อินโดนีเซียและไทย โดยเมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา อัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ถูกปรับลดลงสู่ร้อยละ 30 จากร้อยละ 40 ในปีก่อนหน้า และในปี 2018 ภาษีดังกล่าวจะถูกยกเลิกออกไป

บริษัทรถยนต์ Truong Hai (Thaco) ซึ่งประกอบและจัดจำหน่ายรถยนต์ 3 แบรนด์ได้แก่ Kia, Mazda และ Peugeot เตรียมเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทในปีนี้ โดยการตั้งเป้ายอดขาย 58,384 คันในปีนี้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27 ในตลาดรถยนต์ของ

ขณะเดียวกันบริษัทวางแผนที่จะขายรถบรรทุกและรถบัสจำนวน 53,636 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เทียบกับปี 2016 ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 45 และนอกเหนือจากการเริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตรถทัวร์ของ Mazda ซึ่งมีกำลังการผลิต 100,000 คันต่อปีแล้ว Thaco ยังได้เปิดตัวรถมินิบัส Huyndai Solati อีกเช่นกัน นอกจากนี้บริษัทก็กำลังดำเนินการโครงการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยก๊าซของ EU IVในปีที่ผ่านมา Thaco มียอดขายรถยนต์จำนวน 110,548 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ37 เมื่อเทียบกับปี 2015 และคิดเป็นร้อยละ 41.5 ของยอดขายจากสมาชิกสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ของเวียดนาม (VAMA)

นายกรัฐมนตรีของเวียดนามได้ระงับการก่อสร้างโรงงานเหล็กกล้า Hoa Sen CàNá มูลค่า 10.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทางตอนใต้ของจังหวัด Ninh Thuận ขณะเดียวกันก็ระบุให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโรงงาน โดยได้ขอให้ทางจังหวัดชี้แจงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความต้องการเหล็กภายในประเทศและการลงทุนทั้งหมดของโครงการ รวมถึงทบทวนการวางแผนโรงงาน วัสดุที่ใช้ เวลาและขนาดที่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างดังกล่าวใหม่อีกครั้ง ซึ่งโครงการดังกล่าวจะสามารถดำเนินการต่อหากการศึกษาพิสูจน์ได้ว่าเป็นไปได้ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับกรณีของบริษัท Formosa ของไต้หวันซึ่งก่อสร้างโรงงานบริเวณชายฝั่งภาคกลางและส่งผลให้ปลาจำนวนมากตายเมื่อปีที่ผ่านมา

จากรายงานสมาคมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มแห่งประเทศเวียดนามระบุว่า การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของเวียดนามมีเสถียรภาพในช่วงไตรมาสแรกของปี โดยมีมูลค่ายอดขายรวมทั้งสิ้น 6.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 11.2

ขณะที่ธุรกิจส่วนใหญ่มีคำสั่งซื้อสำหรับไตรมาสที่สองของปีนี้ และผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายของเวียดนามมีอยู่ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีนและสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามคำสั่งซื้อมีระยะเวลาสั้นมาก รวมถึงราคาคงที่ ดังนั้นทางสมาคมจึงให้คำแนะนำให้กลุ่มธุรกิจใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพและขีดความสามารถของเครื่องจักรและอุปกรณ์อย่างเต็มที่เพื่อลดต้นทุน โดยในปีนี้อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมีเป้าหมายการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 6.5-7 เทียบกับปีก่อนหน้าโดยมีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 30 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ลาว

ประเทศไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเทศผู้นำด้านการนำเข้าไฟฟ้าจากลาวในกลุ่มประชาคมอาเซียนสิบประเทศ โดยกระทรวงการค้าและพาณิชยศาสตร์ของลาวระบุว่าในช่วงปี 2013 ถึง พ.ศ. 2016 ลาวได้รับเงินจากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประเทศไทยประมาณ 2.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและจากกัมพูชากว่า 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันลาวได้ส่งออกไฟฟ้าไปเวียดนามเมื่อปีที่แล้วด้วยมูลค่ารวมประมาณ 19.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งตัวเลขดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในปีนี้

ทางด้านเมียนมาร์คาดว่าจะนำเข้ากระแสไฟฟ้าจากลาว ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดของโครงการที่มีศักยภาพในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้กับเมียนมาร์ โดยรัฐบาลลาวเชื่อว่าการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศลาวจะช่วยจัดหาไฟฟ้าให้แก่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ปัจจุบันลาวมีโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการแล้วจำนวน 42 โรงมีกำลังการผลิต 6,391 MW ซึ่งผลิตได้ประมาณ 33,822.4 กิกะวัตต์ต่อปี และมีโรงไฟฟ้าอีกหลายแห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและจะเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้

ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าสำเร็จรูปถือเป็นสินค้าส่งออกชั้นนำไปยังประเทศในยุโรป ในขณะที่ชิ้นส่วนยานยนต์และยานพาหนะทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามากที่สุดของลาวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการพาณิชย์

ลาวได้ส่งออกผลิตภัณฑ์สิ่งทอไปยังประเทศต่างๆในยุโรป โดยเยอรมนีเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุด เนื่องจากมูลค่าการค้าทวิภาคี ในช่วงปี 2013-2016 ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าสำเร็จรูปของลาวส่งออกไปยังเยอรมนีมีมูลค่ากว่า 221.31 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะเดียวกันมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากประเทศเยอรมนีจำนวน 48 รายการมูลค่ารวมกว่า 107 ล้านเหรียญสหรัฐฯและการนำเข้าเครื่องจักรมูลค่า 30.74 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้เยอรมนีได้ส่งผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าสำเร็จรูปจากลาวไปยังประเทศในยุโรปอื่น ๆ เช่น สหราชอาณาจักร อิตาลี ฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปนและเดนมาร์ก

กัมพูชา

การส่งออกข้าวของกัมพูชาที่ลดลงอย่างมากในเดือนมี.ค. กว่าร้อยละ 16 ทำให้ยอดส่งออกโดยเฉลี่ยของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3 ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จากตัวเลขการเติบโตสองหลักในเดือนม.ค.และก.พ. ที่ร้อยละ 11 และ 17 ตามลำดับ

โดยจากรายงานของกระทรวงเกษตรระบุว่า กัมพูชาได้ส่งออกข้าวทั้งหมด 166,678 ตันในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 162,220 ตันในช่วงเดียวกันของปีก่อน ทางสหพันธ์ข้าวแห่งกัมพูชา (CRF) ระบุว่าการลดลงของยอดขายในเดือนมี.ค. เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ที่เข้มงวดมากขึ้นเมื่อมีการจัดส่งไปยังจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับสองของกัมพูชารองจากสหภาพยุโรป โดยขณะนี้มีโรงสีเพียง 26 แห่งในกัมพูชาเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปยังประเทศจีน

ขณะที่อีก 55 รายซึ่งกำลังรอการตรวจสอบจากทางการจีน ซึ่งทางสหพันธ์วิตกกังวลว่า โรงงานจำนวนมากที่เคยส่งออกไปยังประเทศจีนในอดีตได้ไม่สามารถส่งออกได้ในขณะนี้ และหากถ้าประเด็นปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐาน SPS ยังไม่สามารถแก้ไขได้เร็ว ๆ นี้ตัวเลขการส่งออกของกัมพูชาจะลดลงอย่างต่อเนื่องและในปีนี้คาดว่าการส่งออกจะไม่ดีนัก

เมื่อปีที่ผ่านมา ภาคการเงินของกัมพูชามีการเติบโตที่แข็งแกร่งจากมูลค่าเงินฝากและกำไรที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการชะลอตัวของภาคสินเชื่อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาเสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคงและความมั่นใจของสาธารณชนที่เพิ่มมากขึ้นต่อภาคการเงินในกัมพูชา จากข้อมูลของธนาคารกลางกัมพูชา เงินฝากในธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.8 สู่ระดับ 13.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2016 ขณะที่สินเชื่อเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.5 สู่ระดับ 14 พันล้านดอลลาร์ซึ่งลดลงจากร้อยละ 25.8 ในปี 2015 อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าสำหรับปีนี้ภาคการเงินของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการเงินขนาดเล็ก (microfinance) จะชะลอการเติบโตลง เนื่องจากการกำหนดอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ร้อยละ 18 ของธนาคารกลางซึ่งอาจจะส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลง

บริษัท Sihanoukville Autonomous Port (SAP) ประกาศช่วงเวลาสำหรับ Book Building โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย. ถึง 2 พ.ค. เป็นระยะเวลา 6 วัน และคาดว่าช่วงราคาต่อหุ้นจะอยู่ที่ $0.88-$1.29 ทั้งนี้การเสนอขายหุ้นจำนวน 21.44 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 25 เพื่อระดมเงินทุนมูลค่า 27 ล้านดอลลาร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม รวมไปถึงการซื้อที่ดินเพิ่มเติม 52 เฮคเตอร์สำหรับการก่อสร้างท่าเรือแห่งใหม่

โดยล่าสุดทางบริษัทได้นำเสนอข้อมูลให้แก่นักลงทุนสถาบันในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง, ไทย, และญี่ปุ่น และคาดว่านักลงทุนจะจองหุ้นในช่วง Bookbuild เต็มจำนวนที่เสนอ ทั้งนี้ SAP ถือเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ดีที่สุดในตลาดหลักทรัพย์กัมพูชา เนื่องจากเป็นท่าเรือน้ำลึกเพียงแห่งเดียวที่สามารถเชื่อมต่อกับในภูมิภาคและต่างประเทศได้ และคาดว่าในอนาคตการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกอย่างมาก