SETเปลี่ยนธีมลงทุน ชู3ปัจจัยส่งปีหน้าฟื้น

ทันหุ้นกูรูชี้หุ้นไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนธีมการลงทุน ชี้นักลงทุนเริ่มลดพอร์ตหุ้นปลอดภัย แต่ยังไม่กล้าใส่ โกลบอลเพลย์ ทำตลาดหุ้นผันผวน ระบุ 3 ปัจจัยช่วย SET ฟื้นปีหน้า เศรษฐกิจโลกฟื้น – ฐานEPSต่ำ-รัฐเร่งใช้จ่ายเงิน กลุ่มโรงกลั่น-พลังงานต้นน้ำน่าสน ด้าน  วีไอ แนะมองข้ามพีอีรวม ชี้หุ้นถูกปันผลดีมีให้เลือก

ดัชนีหุ้นไทยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเผชิญกับแรงเทขาย โดยระหว่างวันร่วงต่ำสุดที่ 1580.08 จุด ลดลงถึง 17.60 จุด ก่อนที่จะกลับขึ้นมาปิดที่  1,590.59 จุด ลดลง 7.09 จุด (-0.44%) มูลค่าการซื้อขาย 51,843.30 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามตลาดภูมิภาค จากความกังวลสถานการณ์ประท้วงในฮ่องกง หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐลงนามในร่างกฎหมายสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สาเหตุหลักตลาดที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากหุ้นในกลุ่มปลอดภัยที่เคยขึ้นไปสูงถูกแรงเทขายออกมา ขณะที่นักลงทุนก็ยังไม่กล้าที่จะเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจโลก เนื่องจากยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ ประกอบกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาไม่ดีนัก โดยเฉพาะไตรมาส 3 ที่ติดลบ ทำให้ กำไรต่อหุ้น (EPS) รวมลดลงต่ำกว่าปี 2561 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผลการดำเนินงานการกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ที่ลดลงมาก ส่งผลให้ พีอีแพงขึ้น ก็นับเป็นปัจจัยกดดัน

“เราจะเห็นอาการหุ้นที่ลงแรง เป็นหุ้นปลอดภัย เพราะความรู้สึกนักลงทุน กำลังรอลุ้นให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ตอนนี้แรงผลักหุ้นปลอดภัยน้อยลง ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนธีมจากหุ้นปลอดภัย ไปสู่โกลบอลเพลย์ แต่ด้วยความไม่ชัดเจน ทำให้นักลงทุนก็ยังไม่กล้ามากนัก จึงเข้าหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะอย่างโรงพยาบาล ที่จะมีการขึ้นค่ารักษาพยาบาลในส่วนของประกันสังคม”

อย่างไรก็ดีในปีหน้ามองว่าทิศทางของตลาดหุ้นไทยจะกลับมาดีจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน ประกอบด้วย1.เศรษฐกิจโลกมีโอกาสกลับมาดีขึ้น เนื่องจากสงครามการค้าช่วงที่ผ่านมาทำให้ผู้ประกอบการชะลอการสั่งสินค้าเพื่อผลิต ส่งผลให้สินค้าคงคลังลดลง ซึ่งก็จำเป็นต้องกลับมาสั่ง จะสังเกตุได้ว่าการส่งออกต่างประเทศถึงจุดต่ำสุดไปแล้วเดือนกรกฎาคม 2.ฐานที่ต่ำในปี 2562 จะทำให้เชิงพื้นฐานปีหน้ากลับมาเติบโต ประเมินกำไรปีหน้าเติบโต 7% โดยเฉพาะโรงกลั่น พลังงานต้นน้ำ น่าสนใจ จะช่วยผลักดัน EPS และ 3.การที่รัฐบาลจะต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ นับตั้งแต่เดือนมกราคม เนื่องจากเหลือระยะเวลาการใช้จ่ายเพียงแค่ 3 ไตรมาสของปีงบประมาณ ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ประเมินว่าแนวรับที่ 1590 เป็นแนวรับสำคัญ ถ้าไม่หลุด ภาพของตลาดโดยรวม ให้ยังเป็นบวก อย่างไรก็ดีแม้จะหลุดลงมา 1590-1550 เป็นโซนตั้งรับ เพราะภาพเศรษฐกิจโดยรวมปีหน้ามีสัญญาณที่ดี ส่วน พีอีของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันที่สูงถึง 19 เท่า  นั้นเป็นภาพรวมเท่านั้น แต่หากไปดูปันผลหุ้นไทยที่ให้สูงถึง 3% ก็ยังน่าสนใจ ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนของพัตรบัตรที่ต่ำลง

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มโรงกลั่น พลังงานต้นน้ำ  SPRC TOP PTT PTTEP  กลุ่มกำไรดีขึ้นช่วง 2 ไตรมาสข้างหน้า คือ กลุ่มโรงแรม MINT ERW และ โรงพยาบาล  BCH  CHG  กลุ่มที่ยังใช้พลังงานเป็นต้นทุนซึ่งจะยังได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่ยังต่ำ ได้แก่ EPG และกลุ่มสายการบิน แต่ต้องดูว่าการแข่งขันลดลงหรือไม่

ด้านนายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งจิตตะ ในฐานะนักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยแม้พีอีจะสูง แต่ในการลงทุนแบบวีไอนั้น จะต้องมองรายตัว ซึ่งมองว่าหุ้นที่มีปันผลในระดับสูง มีจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มแบงก์ที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลในระดับ 4-7% และเชื่อว่าแบงก์จะสามารถปรับตัวได้ เนื่องจากมีฐานลูกค้าที่ใหญ่

สำหรับหลักการเลือกหุ้นแนะนำให้นักลงทุนมองภาพใหญ่เรื่องของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเป็นส่วนหลัก ทำให้บริษัทที่มีแบรนด์ มีความมั่นคง มีฐานลูกค้าที่เยอะ มีกำไรที่เพิ่มขึ้น โดยต้องศึกษาว่าผู้บริหารมีการปรับนำเทคโนโลยีมาใช้ หรือมารจับมือร่วมกันพันธมิตรมากน้อยแค่ไหน  และควรศึกษาผลประกอบการในอดีตเพื่อที่จะต่อยอดไปถึงอนาคต และต้องประเมินราคาว่าราคานี้ผลตอบแทนจากปันผลเพียงพอ