คาดผันผวนลดลง ผลตอบแทนดีขึ้นในปี 2563

เรายังคงมุมมองเป็น “บวก” ต่อภาพรวมตลาด แต่ปรับลดเป้าหมาย SET Index ลงเล็กน้อยเป็น 1,725 จากเดิมที่ 1,750 แม้ว่าปี 2561/62 จะเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับกลุ่มนักลงทุนเพราะได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงรอบโลก รวมถึงความผันผวนของตลาดที่สูงขึ้น สภาวะเศรษฐกิจและทิศทางกำไรต่อหุ้นของตลาด (market EPS) ที่อ่อนแอ แต่เราคาดว่าสถานการณ์จะปรับดีขึ้นในปี 2563 เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ที่กดดันตลาดหุ้นไทยจะยังคงเป็นปัจจัยเดิมทั้งประเด็นในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวเราคาดว่าความผันผวนของตลาดจะลดลง ในของส่วนพัฒนาการสำคัญๆ ที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2563 ได้แก่

1. ผลลัพธ์เชิงบวกจากการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่มีการยกเลิกมาตรการภาษีจะช่วยหนุนมูลค่าของ SET Index สู่กรอบบนของกรอบมูลค่าการซื้อขายระยะสั้นที่ 1,578-1,675
2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น เพื่อพลิกสถานการณ์เศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่ในปัจจุบัน
3. ธปท. จะมีท่าทีเชิงผ่อนคลายมากขึ้น ด้วยโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และผ่อนคลายมาตรการ LTV
4. มาตรการภาครัฐที่สอดรับกับภาคส่วนต่างๆ มากขึ้น
5. ค่าเงินบาทอาจทรงตัวแทนที่จะแข็งค่ามากขึ้น หากมาตรการเศรษฐกิจเริ่มส่งผลบวกอย่างเป็นระบบมากขึ้น ในด้าน yield curve ของไทยนั้นมีโอกาสที่จะชันขึ้น สืบเนื่องจากโอกาสที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมี yield ระยะยาวสูงขึ้นจากจำนวนพันธบัตรรัฐบาลที่มีมากขึ้นหลังจากมีการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี FY2563 ในช่วงต้นไตรมาส 1/2563

เราคาดว่าสถานการณ์การซื้อขายหุ้นจะกลับสู่ค่าเฉลี่ย (mean reversion) นั้นคือหุ้นที่อิงปัจจัยด้านวัฏจักรธุรกิจจะปรับขึ้นสู่ค่าเฉลี่ย ส่วนหุ้นหุ้นตั้งรับจะปรับตัวลงสู่ค่าเฉลี่ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ และครึ่งแรกของปี 2563 และมองว่าหุ้นที่อิงวัฏจักรโลก (กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี โรงกลั่น น้ำมันและก๊าซ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์) จะฟื้นตัวขึ้นก่อนกลุ่มที่อิงปัจจัยภายในประเทศ

กลุ่มหุ้นเด่นรายเดือน

1.กลุ่ม ICT (DTAC และ TRUE) เราก็เชื่อว่าขีดความสามารถในการแข่งขันจากช่วงท้ายของวัฏจักร 4G จะดำเนินต่อมายังวัฏจักรของ 5G เราเล็งเห็นผลกระทบทางการเงินในวงแคบจากการแข่งขันปรับเพิ่ม ARPU และการเติบโตของรายได้บริการในช่วงหลัง เพราะการแข่งขันจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบัตรเติมเงินและลูกค้าหน้าใหม่

2.กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกฎ IMO 2563 (PRM BGC และ TASCO) จากการปรับเปลี่ยนประเภทเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่งของโลก

3.กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (LH และ SPALI) จากฐานธุรกิจที่หลากหลายและโอกาสที่ ธปท. จะผ่อนคลายมาตรการ LTV เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ที่อยู่อาศัยขึ้น

4.กลุ่มที่อิงวัฏจักรโลก (IVL) จากคาดการณ์ว่าการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเฟสแรกจะบรรลุข้อตกลงกันได้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนการค้าของโลกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมให้สูงขึ้นได้

5.กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (BTS) จากแผนการประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ารวม 6.0 แสนลบ. ในปี 2563

6.กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการปรับเพิ่มขึ้นของ NPLs (JMT) คาดว่า JMT จะได้ประโยชน์จากอุปสงค์ในการใช้บริการทวงถามหนี้ที่สูงขึ้น และบริษัทเองจะมีปริมาณหนี้สินให้เข้าซื้อมากขึ้น

7.กลุ่มที่อิงประเด็นการฟื้นตัว (TKN) เราเล็งเห็นถึงโอกาสในการเติบโตที่มีนัยสำคัญจากกิจการในต่างประเทศ สืบเนื่องจากการที่มีพันธมิตรใหม่อย่าง Pan Orion Corp