KCE เริ่มฟื้น ลุ้นข้อตกลงสหรัฐฯ-จีน ระวังค่าเงินบาทแข็ง

ปี 2562 เป็นอีกหนึ่งปีที่สภาวะการส่งออก ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานเกือบ 2 ปี และการเจรจาการค้าในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา พบอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้ทั้ง 2 ประเทศยังไม่ได้ข้อตกลงกันซักที จนมาถึงเดือน พ.ย. ก็เริ่มเห็นความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนในทิศทางที่ดีขึ้น เป็นเหตุให้หุ้นกลุ่มส่งออกที่เคยปรับตัวลงแรง เริ่มฟื้นตัวขึ้น

วันนี้ เราจะวิเคราะห์หนึ่งในหุ้นกลุ่มส่งออกที่ได้รับปัจจัยบวก และราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัว ในช่วงรอการได้ข้อตกลงการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน นั่นคือ KCE หรือ บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ PCB ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกประเภท

ในระหว่างปี 2561-2562 เป็นช่วงเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ราคาหุ้น KCE ก็ปรับตัวลงมาตลอด โดยทำ High ไว้ที่ 65 บาท ในเดือน ธ.ค. 2559 และลดลงต่ำสุดที่ราคา 13.30 บาท ในเดือน ต.ค. 2562 หรือปรับตัวลงมากที่สุดถึง 80% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่ง ต.ค. 2562 ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีของทั้งสองฝ่ายในการเจรจาการค้า เป็นปัจจัยหนุน ทำให้ KCE ที่เคยปรับตัวลง เริ่มฟื้น

คำถามสำคัญในบทความนี้ก็คือ ทิศทางของ KCE ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ในขณะที่สงครามการค้าเริ่มคืบหน้า แต่อุปสรรคสำคัญอย่างเงินบาทแข็งค่ายังกดดัน และเรามีคำแนะนำการซื้อขาย Single Stock Futures ของ KCE อย่างไร ไปพบคำตอบได้ในบทความนี้กันเลย

โอกาสที่สหรัฐฯ-จีนจะบรรลุข้อตกลงทางการค้าเป็นอย่างไร?

ถือเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการลงทุนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ต้นเหตุเกิดจากการที่ทรัมป์พบการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯที่มีต่อจีน จึงเริ่มประกาศสงครามการค้า พ่วงด้วยสงครามเทคโนโลยี นอกจากนี้สหรัฐฯยังไปวอร์กับประเทศอื่นที่สหรัฐฯขาดดุลการค้า ทำให้ตลาดผันผวนสูงมาก

และตอนนี้ ก็เป็นเวลาสำคัญสำหรับการเจรจาการค้า เมื่อสหรัฐฯ-จีน ได้มีการพูดคุยกันถึงความคืบหน้าข้อตกลงทางการค้าของทั้งสองฝ่ายที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น และหุ้นกลุ่มส่งออกมาอย่างยาวนาน แต่โอกาสที่จะจบสงครามการค้า ก็ยังถือว่าไม่สูงมากนัก เนื่องจากยังมี 2 ประเด็นหลักที่กำลังรอความชัดเจน ที่อาจนำไปสู่ความยืดเยื้อของสงครามการค้าอีกครั้งก็เป็นได้ เช่น

  1. สหรัฐฯจะยอมยกเลิกกำแพงภาษีที่ทำไว้กับจีนได้จริงหรือไม่
  2. สหรัฐฯยกเลิกการบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยี และประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา

โดยการเจรจาการค้า มีเส้นตายที่เราต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ วันที่ 15 ธ.ค. 2562 มาลุ้นกันว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป หากออกมาดี ย่อมเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก และ KCE ก็จะได้รับอานิสงส์จากข้อตกลงทางการค้าที่ดีขึ้นด้วย

แนวโน้มค่าเงินบาท อีกปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้

แน่นอนว่าการส่งออกต้องพึ่งค่าเงินบาทอ่อน ยิ่งอ่อนค่ามากเท่าไร ยิ่งทำให้ผลประกอบการและกำไรสุทธิดีขึ้น ลองจินตนาการว่าคุณทำธุรกิจกับต่างชาติที่ต้องแลกเป็นเงินบาทกลับมา มีรายได้จำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี

ในปี 2561 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 33 บาท เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาท คุณจะมีรายได้ 3,300,000 บาท

แต่ปี 2562 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30 บาท เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาท คุณจะมีรายได้เพียง 3,000,000 บาท

หมายความว่า คุณมีรายได้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเท่าเดิม แต่กลับมีรายได้เป็นสกุลบาทลดลง โดยได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ KCE ต้องเผชิญใน 1 ปีที่ผ่านมา การที่เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ส่งผลรายได้และกำไรสุทธิที่เป็นสกุลบาทลดลง ทำให้ราคาหุ้น KCE ร่วงลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ต่อไป…เรามาวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะนี้กันบ้างว่าเป็นอย่างไร

หากวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินบาท ทางเทคนิค จะเห็นว่ามีแนวโน้มขาลง แสดงถึงแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้น ซึ่งเมื่อเราวิเคราะห์ประเด็นด้านพื้นฐาน พบว่าเกิดจากการที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ประกาศในแต่ละวัน ยังไม่ค่อยสู้ดี บางตัวเลขชี้ให้เห็นถึงการเข้าสู่ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า

การที่เงินบาทอยู่ในโซนแข็งค่า ย่อมก่อให้เกิดปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มส่งออก และ KCE ก็ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าด้วย นับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมากที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษเลยทีเดียว

สำหรับท่านนักลงทุนที่ต้องการซื้อขาย Single Stock Futures ของ KCE เราสามารถวิเคราะห์ประกอบกับทางเทคนิค โดยสามารถกำหนดกลยุทธ์เข้า Short ที่แนวต้านก็ได้ หรือเข้า Long ที่แนวรับก็ได้ โดยเรามีคำแนะนำ ดังนี้

ต้องการซื้อขาย Single Stock Futures ของ KCE มีคำแนะนำอย่างไร?

การเทรด KCE Futures เน้นการเทรดในกรอบ โดยสามารถเลือกได้ทั้งฝั่ง Long และ Short ดังนี้

  1. เปิด Long เมื่อเข้าใกล้แนวรับสำคัญ 16.40 บาท หรือใกล้ๆหน่อยแถว 18 บาท (สำหรับสายย่อ) หรือทะลุแนวต้านสำคัญ 20 บาท (สำหรับสาย Follow) โดยใช้จุดเข้าเป็นจุด Stop Loss และใช้แนวต้านถัดไปเป็นเป้าหมายทำกำไร
  2. เปิด Short เมื่อเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ 20 บาท ใช้ 20 บาทเป็นจุด Stop Loss และใช้แนวรับย่อย 18 บาท เริ่มทยอยทำกำไรบางส่วน และที่เหลือรันเทรนด์โดยมีเป้าหมายถัดไปที่ 16.40 บาท พร้อมกับขยับ Stop Loss ตามลงมา

หมายเหตุ: ข้อมูลราคา ณ วันที่ 27 พ.ย. 2562

ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด