NER พร้อมวิ่ง ปัจจัยหนุนเพียบ

NER หรือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่าย ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง ราคาหุ้นเริ่มขยับปรับขึ้นอย่างน่าสนใจ อีกครั้ง หลังพักสร้างฐานกันมาช่วงหนึ่ง

ผลประกอบการไตรมาส 3/62 บริษัทมีกำไรสุทธิ 143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.5 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้รวม 3,057 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายยางมีแนวโน้มดีขึ้นอยู่ที่ประมาณ 52 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน ขณะที่การเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนได้รับผลดีจากที่บริษัทมีสต็อกต้นทุนยางที่ต่ำกว่าตลาด และบริษัทมีการจัดหาวัตถุดิบต้นทุนต่ำไว้ล่วงหน้า

ส่งผลให้งวด 9 เดือน บริษัทกำไรสุทธิอยู่ที่ 414.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้ 9,398.57 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 43.17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จัดได้ว่าผลงานดูดีเลยทีเดียว ที่สำคัญตั้งแต่เข้าตลาดมาผลงาน ผลประกอบการของบริษัทก็เติบโตก้าวกระโดดมาต่อเนื่องอีกด้วย

อีกทั้ง ผู้บริหารยังคาดการณ์ การเติบโตของรายได้รวมในปี 2563 คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% เนื่องจากบริษัทเริ่มได้รับคำสั่งซื้อยางเพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายใหม่หลายราย ส่วนหนึ่งได้อานิสงค์จากสงครามการค้า ผู้ประกอบการจีนรายใหญ่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาเมืองไทย ประกอบกับโรงงานผลิตแห่งใหม่ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว จะเปิดดำเนินงานในไตรมาส 2/63 ทำให้ทางบริษัทประมาณการว่าจะสามารถทำยอดขายยางในปี 2563 ได้ราว 400,000 ตัน เพิ่มขึ้น 52% จากปี 2562 อีกทั้ง ในกลางปี 2563 มีแผนออกสินค้าใหม่ โดยปัจจุบันมีการพัฒนาสูตรร่วมกันกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)

นอกจากนี้ NER ยังมุ่งสร้างรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกิจการ โดยได้มีการขยายลงทุนในโครงการไบโอแก๊ส จำนวน 2 โครงการ ขนาดกำลังผลิตรวม 4 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ในช่วงไตรมาส 2/63 โดยการนำก๊าซชีวภาพที่ได้มาปั่นเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ในกิจการของบริษัท รวมถึง บริษัทยังได้เข้าร่วมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนอีก ที่ล่าสุดทาง กระทรวงพลังงานมีนโยบาย สนับสนุนการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนรวมทั้งสิ้น 1,000 เมกะวัตต์ โดยจะเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนประเภทนี้และเข้าระบบได้ในปี 2565 ที่สำคัญ โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการในระยะแรก (โครงการประเภท Quick Win) จะสามารถส่งไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายใน 6 เดือน หลังจากได้รับการคัดเลือก

NER นับเป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการในระยะแรก (Quick Win)โดยได้เตรียมนำโรงไฟฟ้าไบโอแก๊ส 2 โครงการใน จังหวัดบุรีรัมย์ ขนาดแห่งละ 2 เมกะวัตต์ รวมทั้งหมด 4 เมกะวัตต์ เข้าร่วมโครงการ Quick Win ซึ่งขณะนี้ได้มีการเทสรันโรงไฟฟ้า 2 เมกะวัตต์ และพร้อมที่จำหน่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ทันที โดยคาดว่าหลังจากดำเนินการโรงไฟฟ้าชุมชน 4 เมกะวัตต์แล้ว ตามแผนจะมีอีกเพิ่ม 20 เมกะวัตต์ ใน9 ชุมชน ซึ่งได้มีการเตรียมคุยกับชุมชนไว้แล้ว โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ใน 2 ปี ซึ่งเมื่อบริษัทมีจำนวนโรงไฟฟ้าชุมชน 24 เมกะวัตต์ จะสามารถสร้างรายได้เข้ามาอีกราว1,200 -1,500 ล้านบาท ภายใน 2 ปี ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงบวกกับ NER ชัดเจน และยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเพิ่มขึ้น

เห็นแบบนี้แล้ว จะให้มองผ่านไปได้อย่างไร อีกทั้งราคาหุ้น NER ที่ดูอย่างไรก็ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ควรจะเป็นอย่างแน่นอน ปัจจุบันราคาหุ้น เทรดกันแถว พีอี 6.50 เท่า ต่ำสุดในกลุ่มอุตสาหกรรม ปันผลตอบแทนระดับเกือบ 5% และที่สำคัญวันนี้ ผลงานที่ประกาศออกมายิ่งตอกย้ำให้เห็นทิศทางแนวโน้มของการเติบโตแข็งแกร่งในอนาคต ช่วงนี้ราคาหุ้น NER เริ่มขยับปรับขึ้นมาอย่างน่าสนใจ แม้ในยามที่ภาวะตลาดผันผวนแบบนี้