หุ้นป้ายแดง“ศิรกร” จ่อคิวเข้าตลาด mai ขยายธุรกิจก่อสร้าง

ทันหุ้น – “ศิริกร” จ่อคิวเข้าตลาด เอ็ม เอ ไอ เตรียมขายหุ้นไอพีโอ 115.35 ล้านหุ้น นำเงินที่ได้จากการระดมทุนเป็นเงินทุนหมุนเวียน และรองรับแผนขยายธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงลงทุนเครื่องจักร อุปกรณ์ และรถขนส่ง

                สำนักข่าว “ทันหุ้น“ รายงานว่า บริษัท ศิรกร จำกัด (มหาชน) เตรียมนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(mai) โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 115.35 ล้านหุ้น หรือ 25.08% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด ราคาพาร์ที่หุ้นละ 0.50 บาท เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงาน เพื่อรองรับแผนในการขยายงานในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ และรถขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การขนส่ง

ยื่นไฟลิ่ง ก.ล.ต.

บริษัท ศิรกร ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง และรับเหมาก่อสร้างโยธา สายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าให้บริการทั่วประเทศ ได้ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้น IPO ดังกล่าว โดยมีบริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมี บล.โกลเบล็ก เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

โครงสร้างผู้ถือหุ้น จะมีกลุ่มครอบครัวตั้งนุกูลกิจ ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 40.31% ภายหลัง IPO สัดส่วนจะลดเหลือ 30.20% รองลงมาได้แก่ครอบครัวกิตติวรภัทร ถือหุ้น 10.71% หลัง IPO จะเหลือ 8.02% และครอบครัวพุ่มเสนาะ ถือหุ้น 9.65% ภายหลัง IPO สัดส่วนจะลดเหลือ 7.23% โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการ หลังจากหักภาษีและเงินทุนสำรองตามกฎหมายและเงินสำรองอื่น

โครงการในอนาคต

บริษัทมีแผนในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจทั้งธุรกิจผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง และธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่กลุ่มบริษัทดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน โดยในปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงจำนวน 6 โรงงาน ตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยนาท ชลบุรี ลำปาง กาฬสินธุ์ สุราษฎ์ธานี และสงขลา

ทั้งนี้ในปี 2563-2564 บริษัทมีแผนเพิ่มการเข้าร่วมประมูลงานรับเหมาก่อสร้างโยธา สายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มปริมาณการรับงานรับเหมาก่อสร้างเพิ่มขึ้น ทั้งงานรับเหมาก่อสร้างโยธา สายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า โดยในปี 2563 บริษัทจะสามารถเพิ่มความสามารถในการรับงานรับเหมาก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 กิโลวัตต์ กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ด้วยตนเอง เนื่องจากในปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ประกอบการค้าร่วมของโครงการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 กิโลวัตต์กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ขณะเดียวกันมีแผนในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต โดยการจัดซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ใหม่เพื่อเตรียมรองรับโอกาสในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และเพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีต การขนส่งสินค้าแก่ลูกค้านับเป็นปัจจัยสำคัญ บริษัทจึงมีแผนที่จะซื้อรถขนส่งใหม่ เพื่อทดแทนรถขนส่งเดิมที่มีสภาพทรุดโทรมและใช้งานมาอย่างยาวนาน