PIMOออเดอร์ฝรั่งไหลเข้าเพียบ ผลงานพร้อมทุบสถิติ-ต้นทุนลด

ทันหุ้น – PIMO ราศีจับออเดอร์จากลูกค้าอเมริกาทะลัก แย้มมีออเดอร์มอเตอร์เฉลี่ย 6 หมื่นลูกต่อเดือน ฟากบอสใหญ่ “วสันต์ อิทธิโรจนกุล” ซุ่มทำแผนธุรกิจปีหน้า คาดชัดเจนในเดือนธันวาคมนี้ ใส่เกียร์เร่งขยายฐานลูกค้าใหม่ พร้อมกดต้นทุนการผลิตลดลง คอนเฟิร์มยอดขายมาตามนัด โตไม่ต่ำกว่า 15% ฉายแววทำสถิติสูงสุด

นายวสันต์ อิทธิโรจนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพโอเนียร์ มอเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIMO เปิดเผยว่าบริษัทประเมินทิศทางธุรกิจและผลประกอบการไตรมาส 4/2562 จะเติบโตต่อเนื่อง ลักษณะคล้ายกับไตรมาส 3/2562 ที่ผ่านมา เพราะบริษัทมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากลูกค้าอเมริกาเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าอเมริกาจำนวน 2-3 ราย โดยมีออเดอร์ให้ผลิตมอเตอร์เฉลี่ยเดือนละ 6 หมื่นลูก หรือประมาณ 3 ตู้คอนเทรนเนอร์ต่อเดือน ทั้งนี้บริษัทเตรียมรับออเดอร์เพิ่มจากลูกค้าใหม่ในเดือนธันวาคม

ปั๊มยอดขายทะลุเป้า

อีกทั้งบริษัทใช้กำลังการผลิตไปแล้ว 100% และเตรียมเปิดรอบการผลิตเพิ่มในปี 2563 พร้อมกันนี้บริษัทมั่นใจยอดขายปี 2562 จะเติบโตตามเป้าหมายหรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% จากปี 2561 ที่ 569.27 ล้านบาท โดยมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าเป้า และมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่(นิวไฮ)

อนึ่ง รายได้ในไตรมาส 3/2562 บริษัทมียอดขายรวมจำนวน 1783.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน จำนวน 38.44 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 27.38%  ส่วน 9 เดือนบริษัทมียอดขายรวมจำนวน 513.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 78.10 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 17.94%

ส่วนกำไรสุทธิงวด 3 เดือนในไตรมาส 3/2562 บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 12.50 บาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่ 3.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.06 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 263.45% ส่วน 9 เดือนแรกบริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 22.75 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน 11.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.52 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 102.50%

ขยายฐานลูกค้าใหม่

ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2563 บริษัทอยู่ระหว่างจัดทำแผนธุรกิจ คาดจะเห็นความชัดเจนในช่วงต้นธันวาคมนี้ เบื้องต้นบริษัทจะเร่งขยายฐานลูกค้าใหม่ และลดต้นทุนการผลิต ซึ่งบริษัทได้ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซล่าร์รูฟท็อป คาดจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าไฟให้ลดลง ประกอบกับบริษัทได้นำหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนแรงงานคน คาดจะช่วยผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดระยะเวลาในการทำงานได้มากขึ้น

อีกทั้งบริษัทคาดอัตรากำไรสุทธิ(Net Profit Margin) ปีนี้จะไม่ต่ำกว่า 6-7% จากการเพิ่มยอดขาย คุมต้นทุนการผลิตให้รัดกุม โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง 5-6% ตามค่าเงินบาทที่แข็งค่า อีกทั้งราคาทองแดง ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตมอเตอร์จะไม่ผันผวน หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาทำให้แนวโน้มต้นทุนในการผลิตสินค้าลดลงตามไปด้วย