SNAPSHOT : ETE

Company Background

บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เริ่มจดทะเบียนก่อตั้ง เมื่อปี 2540 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยนายไรวินท์ เลขวรนันท์ ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทฯ ประกอบธุรกิจทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ

  1. ธุรกิจให้บริการงานวิศวกรรม
  2. ธุรกิจให้บริการบริหารจัดการ
  3. ธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์
  4. ธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์ความปลอดภัย

Key Development of Company

ปี 1998 เริ่มดำเนินธุรกิจวิศวกรรมไฟฟ้า ด้วยการรับงานติดตั้งเสาไฟฟ้าพร้อมเดินสายไฟฟ้าแรงต่ำ

ปี 2000 ขยายธุรกิจสู่ธุรกิจวิศวกรรมโทรคมนาคม เริ่มให้บริการติดตั้งระบบไฟฟ้าสำหรับสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้กับกลุ่มบริษัท AIS และกลุ่มบริษัท TA Orange (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น TRUE)

ปี 2004 ขยายสู่ธุรกิจบริการบริหารจัดการ โดยเริ่มให้บริการบริหารจัดการบุคลากรในตำแหน่งผู้ปฏิบัติงานระบบไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (“กฟภ.”)

ปี 2007 ขยายสู่ธุรกิจบริหารจัดการระบบธุรกิจ เริ่มให้บริการในกลุ่มงานจดหน่วยไฟฟ้า, ดำเนินการก่อตั้ง ETEM เพื่อดำเนินธุรกิจบริการบริหารจัดการบุคลากร, ดำเนินการก่อตั้ง บจก.ไทย สปีดี้ คาร์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น TSDM) เพื่อดำเนินธุรกิจบริการบริหารจัดการรถเช่าพร้อมพนักงานขับรถ

ปี 2016 ขยายธุรกิจสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ เริ่มจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 16.47 MW โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน

ปี 2017 ขยายสู่ธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายสินค้ากลุ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย

Business Plan

บริษัทฯ มุ่งเน้นการขยายตลาด ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยบริษัท มุ่งมั่นที่จะรักษาการเติบโตของธุรกิจเดิม เฉลี่ยไม่น้อยกว่าปีละ 15% ต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2561 – 2563 และมีระดับอัตราผลกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจดังนี้

กลยุทธ์การเติบโตด้านยอดขาย

  1. เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการที่หลากหลาย เพื่อรองรับการเติบโตของสาธารณูปโภคในทุกด้าน
  2. การรักษาฐานลูกค้ากลุ่มเดิมและการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่
  3. สร้าง Partner ทางธุรกิจด้วยรูปแบบที่หลากหลาย

กลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุน

  1. การใช้เทคโนโลยีควบคุมการทำงาน
  2. การปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการส่วนเกิน

กลยุทธ์ด้านบุคลากร

  1. การจัดโครงการฝึกอบรมเฉพาะทางและให้ทุนการศึกษาแกพนักงานที่มีศักยภาพ
  2. เพิ่มกระบวนการวิเคราะห์ และชี้วัดความเป็นเลิศของพนักงานในแต่ละหน่วยงาน
  3. บูรณาการและพัฒนาโครงการหน่วยบ่มเพาะพนักงานศักยภาพ

 

Investment Highlight

Risk Factor

ความเสี่ยงด้านการอาจไม่ได้รับการต่อสัญญาของงานให้บริการบริหารจัดการ

การป้องกันความเสี่ยง : บริษัทฯ และกลุ่มบริษัทมีการกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบในการติดต่อประสานงานกับผู้บริหารของลูกค้า เพื่อรับฟังคำติชม พร้อมทั้งมีการสำรวจความพึงพอใจลูกค้า และจัดทำแผนการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการอย่างรวดเร็วและตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อรักษาฐานกลุ่มลูกค้าเดิมไว้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นกลุ่มบริษัทยังมีแผนดำเนินการด้านการตลาดเพื่อขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้ารายใหม่ๆ และขยายขอบเขตการให้บริการเพิ่มเติมโดยการให้บริการบริหารจัดการระบบงานธุรกิจ (Business Process Outsourcing : BPO) ในทุกส่วนงานตามที่ลูกค้าต้องการ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการทำธุรกิจและการเจริญเติบโตของกลุ่มบริษัทในอนาคต

ความเสี่ยงจากการที่กลุ่มบริษัทไม่ได้รับงานวิศวกรรม

การป้องกันความเสี่ยง : เนื่องจากระบบไฟฟ้าและระบบโทรคมนาคม ถือเป็นระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น และมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ดังจะเห็นได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดังนั้นผู้บริหารของกลุ่มบริษัทจึงมีแผนที่จะขยายการรับงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ดังกล่าว เช่นกัน

ความเสี่ยงจากการที่บริษัทอาจไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ

การป้องกันความเสี่ยง : เนื่องจากกลุ่มบริษัทมีการกำหนดนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียนต่างๆ ไว้อย่างครอบคลุมในคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีและคู่มือจริยธรรมธุรกิจ และสื่อสารให้พนักงานทุกระดับทราบและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  นอกจากนั้น กลุ่มบริษัทยังกำหนดให้มีการจัดตั้งหน่วยงานสำนักงานกฎหมายขึ้นเพื่อทำหน้าที่ควบคุม ติดตามและเสนอแนะ การปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท ตลอดจนการจัดหาที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัทเพื่อทำหน้าที่ในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านกฎหมายต่างๆ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่บริษัทฯ ดำเนินการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทฯไม่เคยมีข้อผิดพลาดอันเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด กฎหมายใดๆ

 

ETEธุรกิจพลังงานมาร์จิ้นสูง การันตีผลงานทั้งปีพลิกกำไร

ทันหุ้น – ETE มั่นใจผลงานทั้งปีเทริ์นอะราวด์ หลังกำไรไตรมาส 3/62 พลิกกำไร 9 ล้านบาท พุ่งขึ้น 118% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 109 ล้านบาท ชี้ธุรกิจพลังงานมาร์จิ้นสูง ดันอัตรากำไรสุทธิแตะระดับ 11.6% เปิดกระเป๋ารับเงิน 9 เดือน 1.29 พันล้านบาท แย้มจัดทำแผนงานปี 63 เรียบร้อยแล้ว เชื่อผลงานโตต่อ

นายไรวินท์ เลขวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ETE เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/2562 บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 466 ล้านบาท จากไตรมาส 3/2561 ที่ 383 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 83 ล้านบาท และคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 22% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของทุกๆธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจบริการด้ายวิศวกรรม ธุรกิจบริการด้านบริหารจัดการแรงงาน ธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานอาทิตย์ หรือโซล่าร์ฟาร์ม และธุรกิจจำหน่ายสินค้ากลุ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย

**มาร์จิ้นกระฉูด

อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 11.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่   -3.4% โดยธุรกิจบริการด้ายวิศวกรรมมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 9.7% ธุรกิจบริการด้านบริหารจัดการแรงงานมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 9% ธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานอาทิตย์ หรือโซล่าร์ฟาร์มมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 37.9% และธุรกิจจำหน่ายสินค้ากลุ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 21.1%

ส่งผลให้งวดไตรมาส 3/2562 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 9 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนขาดทุน 109 ล้านบาท คิดเป็นพลิกกำไรโต 118% ส่วนงวด 9 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทมีรายได้รวมที่ 1.29 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 1.23 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 59 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 5% ส่วนกำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกบริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 17 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนขาดทุน 75 ล้านบาท พลิกเป็นกำไรเติบโต 95%

**คาดงบทั้งปีพลิกบวก

ทั้งนี้บริษัทประเมินทิศทางช่วงที่เหลือของปีนี้คาดจะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมา โดยภาพรวมทั้งปีบริษัทมั่นใจผลประกอบการจะกลับมาเป็นบวก จากปีก่อนขาดทุน 73.59 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตมาจากทุกๆธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจบริการด้ายวิศวกรรม ธุรกิจบริการด้านบริหารจัดการแรงงาน ธุรกิจพลังงานทดแทนจากพลังงานอาทิตย์ หรือโซล่าร์ฟาร์ม และธุรกิจจำหน่ายสินค้ากลุ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย

นายไรวินท์ กล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2563 คาดจะเติบโตต่อเนื่องจากปีนี้ เพราะบริษัทเข้าสู่ภาวะปกติของการดำเนินธุรกิจ และบริษัทอยู่ระหว่างประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มากนัก ปัจจุบันบริษัทจัดทำแผนธุรกิจเรียบร้อยแล้ว คาดจะเปิดเผยรายละเอียดได้ในลำดับต่อไป

“ปีนี้เรามั่นใจว่าผลประกอบการเราคงจะกลับมาเป็นบวกแน่ๆ เพราะตัวเลข 9 เดือนก็สะท้อนผลการดำเนินงานออกมาแล้ว ส่วนช่วงที่เหลือคาดว่าทิศทางธุรกิจจะคล้ายกับช่วงที่ผ่านมา ส่วนปีหน้าแผนการทำงานเราจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว คาดว่าอีกไม่นานน่าจะบอกรายละเอียดชัดเจนได้”นายไรวินท์ กล่าว