SET ยังไม่ไปไหน ใช้กลยุทธ์ Selective Buy

สวัสดีครับท่านนักลงทุน การลงทุนในตลาดหุ้นยังคงหาผลตอบแทนไม่ได้ง่ายนัก เนื่องจากการเคลื่อนไหวของตลาดดูไร้ทิศทาง โดยล่าสุดทำท่าอ่อนตัวลงมาอีกครั้ง หลังจากเพิ่งปรับตัวขึ้นมาจากบริเวณ 1600 จุด ขณะที่การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในช่วงนี้ ถูกข้อมูลข่าวสารเข้ามามีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก โดยรอบก่อนที่ฟื้นตัวขึ้นมาจากบริเวณ 1580 จุด มาจากปัจจัยหนุนหลักเรื่องการทำข้อตกลงทางการค้า ซึ่งมีความคืบหน้าที่ดีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดโฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนออกมาเปิดเผยว่า ได้ตกลงกับสหรัฐในการลดภาษีระหว่างกัน หนุน SET ขึ้นไปทำจุดสูงบริเวณ 1642 จุด หลังจากนั้นกลับมาอ่อนตัวลง เนื่องจากทรัมป์ออกมาปฎิเสธว่า ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ เรื่องการลดภาษีกับจีน หลังจากนั้นตลาดหุ้นเริ่มกลับมาอ่อนตัว เรียกได้ว่า การเคลื่อนไหวดูผันผวน เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง

ด้านมุมมองผม มองว่า SET จะเคลื่อนไหวภายในกรอบ 1600-1650 จุด ซึ่งอิงตามมูลค่าทางปัจจัยพื้นฐาน โดยใช้ระดับ forward PE เทียบกับผลการดำเนินงานในปีหน้า ซึ่งกำหนด PE ให้เทรดอยู่ในช่วง 15.0-15.5x หรือเท่ากับค่าเฉลี่ยถึง +1 S.D. ส่วนกรณีมี Surprise เชิงบวก หรือลบ ผมคาดว่าการเคลื่อนไหวของ SET จะหลุดจากกรอบบนและกรอบล่างที่ผมกำหนดไว้ประมาณ +/- 50 จุด ซึ่งคาดว่าประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของ SET ซึ่งกรณีมี Surprise เชิงบวก หากการทำข้อตกลงการค้า มีการลดภาษีระหว่างกันในจำนวนมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ (มากกว่าคาด ผมมองว่าสหรัฐจะต้องยกเลิกเก็บภาษีสินค้าจีนก้อน 5 หมื่นล้านเหรียญ และ 2.0 แสนล้านเหรียญด้วย) จะหนุน SET ขึ้นทะลุกรอบบน 1650 จุด มาเคลื่อนไหวใกล้บริเวณ 1700 จุดได้

ส่วนกรณีมี Surprise เชิงลบ หากสงครามการค้ากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ซึ่งหากเกิดกรณีนี้ขึ้น ผมมองว่า จุดรับที่ดีถัดไป คือ 1550 จุด ซึ่งบริเวณนี้ จะเป็นแนวรับด้านปัจจัยพื้นฐาน หรือคิดเป็นระดับ forward PE 14.5x ซึ่ง SET จะ เทรดระดับ PE ที่ -1.0 S.D. นอกจากนี้ ยังใกล้เคียงกับบริเวณจุดต่ำเดิมของปีที่แล้ว ซึ่งทำไว้ที่ 1546 จุด

สรุป หาก SET เคลื่อนไหวในกรอบที่กว้างขึ้นจะอยู่ระหว่าง 1550-1700 จุด และภาพรวมเคลื่อนไหวออกด้านข้างขึ้นลงอยู่ภายในกรอบ ดังนั้น การเลือกซื้อหุ้น เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องพิจารณาเป็นอย่างดีในหุ้นที่ถูกตัว และในช่วงที่เหมาะสม เนื่องจากเราอยู่ในช่วงตลาดหุ้นที่ปรับฐาน หรือหุ้นไม่ได้ขึ้นทุกตัวเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งตลาดหุ้นเป็นช่วงขาขึ้น ซึ่งกลุ่มหุ้นที่ผมอยากแนะนำ อยากให้ยึดในหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรดี หรือ มีปัจจัยเด่นเฉพาะตัว ได้แก่

1) BCHซึ่งผลการดำเนินงานจะแข็งแกร่งขึ้นต่อเนื่องใน 4Q62 โดยได้รับการสนับสนุนจากความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น และ WMC จะเปิดศูนย์เฉพาะทาง 2) BTS คาดได้ต่อสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวซึ่งอยู่ระหว่างเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติ และสัญญามอเตอร์เวย์สองสายคาดรับรู้รายได้ปี 2566  เป็น upside ส่วนเพิ่ม 3) CPALL ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มที่ดีใน Q4/62 จากมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐ 4) GLOBAL ผลการดำเนินงานใน Q4/62 จะฟื้นตัว จากยอดขายที่จะเพิ่มขึ้น จากการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคอีสาน ซึ่งกระทบต่อผลการดำเนินงานใน Q3/62 และ 5) MCS แนวโน้มผลประกอบการ 2H62 โตเด่น ด้วย Backlog ในมือสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รองรับรายได้ยาวถึงปี 2565 และมีมูลค่าที่น่าสนใจ โดยเทรด Expected P/E ระดับต่ำเพียง 10 เท่า และมี Dividend Yield ที่น่าสนใจที่ระดับ 7% ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นที่ผมแนะนำ

ส่วนช่วงหรือจังหวะในการเข้าซื้อที่เหมาะสม ผมแนะนำบริเวณกรอบล่างของ SET ที่มีโอกาสฟื้นตัวจากแนวดังกล่าว นั่นคือ ที่บริเวณ 1600 และ 1550 จุด ตามลำดับ หรือกล่าวง่ายๆว่า ซื้อหุ้นที่ระดับต่ำกว่า 1600 จุดลงไป และขายทำกำไรเมื่อเหนือระดับ 1650 จุดขึ้นไปนั่นเอง…และพบกันใหม่ในฉบับหน้า…ด้วยรักและหวังดี..ท่านสามารถติดตามข่าวสาร และความรู้ด้านการลงทุนผ่าน Face Book เอกภาวิน สุนทราภิชาติ และ Line ที่ @wavesmart