NERลั่นปีหน้าโตต่อ30% เปิดรง.ใหม่-ออดเอร์พุ่ง

ทันหุ้น – NER ตั้งเป้าปี 2563 โต  30% จากลูกค้ารายใหม่ และโรงงานผลิตแห่งใหม่เปิดดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 คาดยอดขายเพิ่มขึ้น 52% หรือประมาณ 400,000 ตัน เล็งออกสินค้าใหม่เพิ่ม ส่วน 9 เดือนปี 2562 มีกำไรสุทธิ 414.80 ล้านบาท โต 43.97% และมีรายได้ 9,398.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.17% จากสต็อกต้นทุนยางที่ต่ำกว่าตลาด และการย้ายฐานการผลิตของลูกค้า ส่งผลให้มีออเดอร์เพิ่มขึ้น พร้อมลงทุนพลังงานทดแทน

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า  ผลประกอบการงวด 9 เดือนของปี 2562 บริษัทกำไรสุทธิอยู่ที่ 414.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 288.12 ล้านบาท  และมีรายได้ 9,398.57 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 43.17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 6,564.85 ล้านบาท

ส่วนไตรมาส 3/2562 บริษัทมีกำไรสุทธิ 143 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 21.5 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 121.45 ล้านบาท และมีรายได้รวม 3,057 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมที่ 2,593 ล้านบาท เนื่องจากราคาขายยางมีแนวโน้มดีขึ้นอยู่ที่ประมาณ 52 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน ขณะที่การเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนได้รับผลดีจากที่บริษัทมีสต็อกต้นทุนยางที่ต่ำกว่าตลาด และบริษัทมีการจัดหาวัตถุดิบต้นทุนต่ำไว้ล่วงหน้า

*ต้นทุนต่ำ-ออเดอร์พุ่ง

นอกจากนี้บริษัทยังได้รับอานิสงส์คำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ในประเทศเพิ่มขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตของลูกค้าจีนและลูกค้าต่างประเทศจากสิงคโปร์ตามสัญญา Long Term อีกทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของผลิตภัณฑ์ยางผสมอัดแท่ง (RSS-CPR) ซึ่งเริ่มมียอดขายในเดือนกรกฎาคม 2562

สำหรับภาพรวมธุรกิจในช่วงสุดท้ายของปีนี้ บริษัทยังคงมั่นใจว่าในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตของรายได้รวมไม่ต่ำกว่าปี 2561 ที่มีรายได้ 10,084.01 ล้านบาท โดยโครงการผลิตก๊าซชีวภาพนั้น คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องโครงการแรกภายในปลายปี 2562 ส่วนโครงการที่ 2 จะเริ่มไตรมาส 1/2563 คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนให้บริษัทประมาณเดือนละ 5 ล้านบาท และยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน จากปัจจุบันจ่ายค่าพลังงานในโรงงานประมาณเดือนละ 10 ล้านบาท ถ้าไบโอแก๊สเริ่มผลิตได้เต็มกำลังการผลิตจะสามารถลดค่าแก๊สได้เดือนละ 5 ล้านบาท

*ตั้งเป้าปีหน้าโต 30%

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้รวมในปี 2563 คาดว่าเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% เนื่องจากบริษัทเริ่มได้รับคำสั่งซื้อยางเพิ่มขึ้นจากลูกค้ารายใหม่หลายราย หลังจากที่บริษัทคู่แข่งในตลาดบางบริษัทได้ปิดกิจการไป ประกอบกับโรงงานผลิตแห่งใหม่ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว จะเปิดดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 ทำให้ทางบริษัทประมาณการว่าจะสามารถทำยอดขายยางในปี 2563 ได้ราว 400,000 ตัน เพิ่มขึ้น 52% จากปี 2562

นอกจากนี้ผู้บริษัทเชื่อว่าราคาขายเฉลี่ยในปี 2563 จะสูงกว่าปี 2562 ค่อนข้างมากจากอุปทานยางทั่วโลกที่ตึงตัวขณะที่อุปสงค์ยางค่อนข้างมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อของผู้ซื้อยางจากประเทศจีน พร้อมกันนี้ ในกลางปี 2563 บริษัทมีแผนออกสินค้าใหม่ เป็นสินค้าสำเร็จรูปที่เป็นแผ่นปูนอน แผ่นรองในพื้นคอกของปศุสัตว์ โดยปัจจุบันบริษัทมีการพัฒนาสูตรร่วมกันกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)

*ลุยพลังงานทดแทน

นายชูวิทย์ กล่าวว่า บริษัทสนใจขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการลงทุนติดตั้งแผงโวลาร์บนหลังคาโรงงาน (Solar rooftop) ขนาดกำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งปัจจุบันได้ COD แล้ว เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าภายในโรงงานลง เบื้องต้นคาดว่าในปี 2563 จะสามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาในการคุ้มทุน 6 ปี

อีกทั้งในปี 2563 จากปัจจัยการเริ่มใช้งานโรงงานแห่งใหม่ในช่วงมีนาคม 2563 นั้น ทำให้อาจมีค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้นบริษัทอาจมีการพิจารณาลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มอีกประมาณ 3 เมกะววัต์ คิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์

ขณะเดียวกันจากการลงทุนในโครงการไบโอแก๊ส จำนวน 2 โครงการ ขนาดกำลังผลิตรวม 4 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ในช่วงไตรมาส 2/2563 การนำก๊าซชีวภาพที่ได้มาปั่นเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ในกิจการของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าร่วมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนอีกด้วย อย่างไรก็ดี หากว่าภาครัฐยังให้การสนับสนุน บริษัทยังมีศักยภาพทางการทั้งที่ดินและวัตถุดิบที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง รองรับการขยายขนาดกำลังผลิตได้อีกมากกว่า 50 เมกะวัตต์ในอนาคต