PRIME กำไรโตจริง28% พอร์ตไฟฟ้าพุ่งสูง287เมก

ทันหุ้น – PRIME เปิดกำไรสุทธิเติบโต 28% ชี้บริษัทกลับมาฟื้นชัด หลังเข้าแบคดอร์ ฟู๊ด แคปปิตอล พร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนต่อเนื่อง ล่าสุดชนะประมูลโรงไฟฟ้าโซลาร์กัมพูชา78MW ดันพอร์ตโรงไฟฟ้าสูงกว่า287MWเตรียมลงทุนทั่วเอเชีย

นายสมประสงค์ ปัญจะลักษณ์ ประธานกรรมการบริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIME ผู้ผลิตพลังงานทดแทนซึ่งได้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และขยายการลงทุนในต่างประเทศ เปิดเผยว่า ผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ มีอัตราการเติบโตที่ดี เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าที่เริ่มจำหน่ายไฟฟ้ามากขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดย PRIME  มีรายได้รวม 488.2 ล้านบาท และมีกำไร 206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิสูง 42.2% โดยบริษัทฯมีกำไรเบ็ดเสร็จเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลขาดทุนเบ็ดเสร็จ 377.2 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกปี 2561 ของ บริษัท ฟู๊ด แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทได้ซื้อและขายธุริกจออาหารออกไป

ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมดรวม 287 เมกะวัตต์  โดยจำหน่ายจ่ายไฟฟ้าแล้ว 179 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างพัฒนาและก่อสร้าง 108  เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงไฟฟ้าในประเทศไทยจำนวน 132.3 เมกะวัตต์  ในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 68.2 เมกะวัตต์ ในประเทศไต้หวันจำนวน 8.5 เมกะวัตต์ และ ประเทศกัมพูชาจำนวน 78 เมกะวัตต์

ทังนี้โอกาสทางธุรกิจของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนยังค่อนข้างสดใส ทั้งในประเทศและต่างประเทศ บริษัทฯจึงวางแผนที่จะขยายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับในประเทศ บริษัทฯกำลังศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนของรัฐบาล และโครงการโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งทั้ง 2 โครงการมีศักยภาพและมูลค่าโครงการสูง

ส่วนโครงการในต่างประเทศ บริษัทฯกำลังขออนุมัติ ผู้ถือหุ้นเพื่อลงทุนในกัมพูชา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 78 เมกะวัตต์ โดยประเทศกัมพูชา เป็น 1 ในประเทศกำลังพัฒนา และมีการ ขยายตัวทางเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม ทำให้มีความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งบริษัทฯจะเดินหน้าขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศกัมพูชา และ กำลังศึกษาการลงทุนในประเทศ ไต้หวัน เวียดนาม ลาว

มั่นใจว่าด้วยจุดแข็งของบริษัท คือ มีความเชี่ยวชาญ ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงความได้เปรียบด้านต้นทุน มีพันธมิตรธุรกิจระดับโลก และการได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงจากสถาบันการเงินระดับนานาชาติ อีกทั้งผู้บริหารของบริษัทฯ มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการพลังงานทดแทนในไทยกว่า 10 ปี จะทำให้มีโอกาสที่จะขยายการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง