บลจ.ไทยพาณิชย์ เตรียมปันผลกองหุ้นไทย SCBDV พร้อมสินทรัพย์ทางเลือก SCBPIND วันที่ 19 พ.ย.นี้

สำนักข่าว “ทันหุ้น” รายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด ประกาศเตรียมจ่ายปันผลกองทุน หุ้นทุนปันผล (ชนิดจ่ายปันผล) “SCBDV” ในอัตรา 0.1200 บาทต่อหน่วย และกองทุน พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล (ชนิดจ่ายเงินปันผล) “SCBPIND” วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 นี้

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมจ่ายเงินปันผลพร้อมกัน 2 กองทุน สำหรับกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยและสินทรัพย์ทางเลือก รวมมูลค่ากว่า 138 ล้านบาท ให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 นี้ ประกอบด้วยกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย 1 กองทุน สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 – วันที่ 31 ตุลาคม 2562 ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นทุนปันผล (ชนิดจ่ายปันผล) (SCBDV) ในอัตรา 0.1200 บาทต่อหน่วย

นอกจากนี้ ยังมีกองทุนสินทรัพย์ทางเลือกอีก 1 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซิเบิ้ล (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (SCBPIND) สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2562 – วันที่ 31 ตุลาคม 2562 ในอัตรา 0.1356 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้ กองทุน SCBDV จัดเป็นกองทุน 5 ดาว จากมอร์นิ่งสตาร์ ประเภท Thailand Fund Equity Large-Cap  (ณ วันที่ 30 กันยายน 2562) และมีผลดำเนินงานที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 มีการจ่ายปันผลจำนวน 26 ครั้ง รวมจำนวนเงิน 18.0900 บาทต่อหน่วย เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยที่มีนโยบายจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีผลการดำเนินงานอยู่ที่ 12.46% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562)

ส่วนกองทุน SCBPIND นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2561 มีการจ่ายเงินปันผลจำนวน 4 ครั้ง รวม 0.6463 บาทต่อหน่วย และมีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 23.04% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562) โดยกองทุนมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนประเภทกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสิงค์โปร์ ซึ่งมีกระบวนการลงทุนโดยการคัดเลือกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และ REITs ภายใต้กรอบการลงทุนคือ High Cash flow, High EPS Growth และ High Dividend Yield โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดไทยประมาณ 40% สิงคโปร์ประมาณ 50% และเงินฝากหรือสินทรัพย์อื่นอีกประมาณ 10% (ข้อมูล  วันที่ 31 ตุลาคม 2562)

 

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : ทันหุ้น
www.thunhoon.com