IRPCทุ่มหมื่นล.ลุยUCF-M&A เร่งเครื่องรถไฟฟ้า-ทุ่นลอยน้ำ

ทันหุ้น – IRPC กางแผนปี 2563 ทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาท เดินหน้าลงทุนโปรเจ็กต์ UCF – ซื้อธุรกิจนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องพีพีอินไลน์คอมพาวด์ ปล่อยโพรดักส์ทุ่นลอยน้ำ-ติดตั้งแผงโซลาร์ ยิ้มรับ IMO ดันออเดอร์พุ่ง

นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)​ หรือ IRPC เปิดเผยว่า บริษัทตั้งงบลงทุนปี 2563 ราว 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนโครงการ Ultra Clean Fuel Project (UCF) รองรับการประกาศใช้น้ำมันดีเซลมาตรฐาน Euro 5 ขนาดกำลังการผลิต 400 ล้านลิตรต่อเดือน มูลค่า 4 พันล้านบาท จากมูลค่ารวมโครงการที่ 8.5 พันล้านบาท และ ซ่อมบำรุงเครื่องจักร ลงทุนราว 2-3 พันล้านบาท

ลุยM&A-รถไฟฟ้า-ทุ่นลอยน้ำ

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมซื้อกิจการ(M&A)ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก โดยเฉพาะธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกพีพี อินไลน์ คอมพาวด์ ตลอดจนธุรกิจปลายน้ำคาดได้ข้อสรุปปีหน้าไม่น้อยกว่า 1 แห่ง คาดเงินลงทุนราว 3-4 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทลงทุนด้านวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ เม็ดพลาสติกพีพี คอมพาวด์ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า,จักรยานยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งสามารถนำมาผลิตใช้เป็นทุ่นลอยน้ำรองรับการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรธุรกิจโซลาร์ลอยน้ำในจีน เพื่อเป็นซัพพรายทุ่นลอยน้ำ และเม็ดพลาสติกยังสามารถปรับรูปแบบมาเป็นท่อน้ำประปา เบื้องต้นได้เจรจากับการประปาบางส่วน

ขณะที่การลงทุนโครงการผลิตอะโรเมติกส์ (MARS : Maximum Aromatics Project)​ กำลังการผลิตพาราไซลีน 1 – 1.3 ล้านตันต่อปี และเบนซีน 3 – 5 แสนตันต่อปีนั้น คาดในไตรมาส 2/2564 จะสรุปพันธมิตรด้านการตลาด เพื่อช่วยการขายผลิตภัณฑ์ โดยพันธมิตรที่จะเข้ามาร่วมลงทุนได้แก่กลุ่มปตท. และพันธมิตรต่างชาติ ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงน้ำหนักมีสัดส่วนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) คาดชัดเจนปี 2564 และพร้อมเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/2568 มูลค่าลงทุนราว 1.3-1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4 หมื่นล้านบาท

IMOหนุนออเดอร์พุ่ง

นายนพดล กล่าวว่า ปีหน้าบริษัทคาดว่าจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากกรณีการผลิตน้ำมันเตากำมะถันต่ำตามมาตรฐาน IMO หรือองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ที่กำหนดให้เดินเรือสมุทรใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ 0.5% เดิม 3.5% มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.2563 ส่งผลให้ตลาดเอเชียและตลาดตะวันออกกลางมีความต้องการใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำเพิ่มขึ้นถึง 9.3 ล้านตันต่อเดือน ขณะที่ซัพพรายในตลาดรวมกันมีกำลังการผลิตเพียง 4.7 ล้านตันต่อเดือน ซึ่งยังมีช่องว่างอีกกว่า 3 ล้านตันต่อเดือนสะท้อนกำลังการผลิตปัจจุบันที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตน้ำมันเตากำมะถันต่ำอยู่ที่ 5.2 หมื่นตันต่อเดือน จากกำลังการผลิตรวม 6 หมื่นตันต่อเดือน ซึ่งยังมีโอกาสในการรองรับความต้องการดังกล่าวและบริษัทมีความพร้อมที่จะลงทุนขยายกำลังการผลิตเพิ่มในอนาคต อย่างไรก็ดี บริษัทวางเป้าหมายส่วนการขายตลาดในประเทศ 65% และส่งออก 35% ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2563 คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งมองว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนผ่อนคลายลงจะไม่กดดันราคาน้ำมันดิบโลก

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ยางมะตอยพิเศษเกรด 40:50 มีแนวโน้มที่จะเติบโตหลังจากภาครัฐนำร่องให้ใช้ยางมะตอยเกรดพิเศษใหม่สำหรับก่อสร้างถนนพระราม 2 ปัจจุบันบริษัทมีกำลังผลิต 3 พันตันต่อเดือน และมีโอกาสในอนาคตที่จะเพิ่มกำลังผลิต ขณะเดียวกันการลงทุนในโครงการนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะดับบลิวเอชเอ ซึ่งเป็นนิคมฯ ที่ร่วมทุนกับ WHA ที่ จ.ระยอง คาดว่าเปิดให้บริการในปี 2564 โดยนิคมฯ ดังกล่าวรองรับการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ

 

อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : ทันหุ้น
www.thunhoon.com