PTTGCกำไรQ3ดีกว่าคาด การผลิตเพิ่ม-เคาะ74บาท

ทันหุ้น –PTTGC ประกาศงบไตรมาส 3/2562 มีกำไรสุทธิ 2,663 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 79% จากปีก่อน ดีกว่าโบรกคาดเล็กน้อย จากการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงกลั่นและโรงปิโตรเคมี เชียร์ซื้อ เป้า 74 บาท ขณะที่ 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 11,308 ล้านบาท ลดลง 69% จากปีก่อน พร้อมคาดราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2563 เฉลี่ยอยู่ที่ 58-65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ผลประกอบการบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ดีกว่าคาด จากการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงกลั่นและโรงปิโตรเคมี ด้วย GRM และ BTX ที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2562 ที่ 2,663 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 79% จากปีก่อน ดีกว่าคาดเล็กน้อย โดยอานิสงส์หลักมาจากธุรกิจโรงกลั่นและอะโรเมติกส์ ในขณะที่รายได้รวมที่ 105,958 ล้านบาท ลดลง 1% จากไตรมาสก่อน, ลดลง 23% จากปีก่อน ดีกว่าคาดเล็กน้อย

โดยภาพรวม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โรงกลั่นมี GRM เพิ่มขึ้น และ BTX P2F ของอะโรเมติคส์เพิ่มขึ้น ส่วน EBITDA Margin สาย Olefins ลดลง อย่างไรก็ดี PTTGC มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ในไตรมาส 3/2562 สูงกว่าที่คาดที่ 372 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงมาแรงในช่วงท้ายไตรมาส ขณะที่รายได้และกำไรจากเงินลงทุนของบริษัทต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมปลายน้ำลดลงเล็กน้อยจากธุรกิจสาย PP ที่มีสเปรดลดลง

*เคาะเป้าซื้อ 74 บาท

ในภาพรวม กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นในกลุ่มโรงกลั่น โอเลฟินส์และอะโรเมติคส์ ด้านกำไรเพิ่มขึ้นจาก GRM และส่วนต่างราคาของกลุ่มอะโรเมติคส์ ทว่ายังมี Phenol ที่ปรับลดลงแรง ส่วนกลุ่มโอเลฟินส์ ปรับตัวลดลงจากราคาที่ยังลดลงเล็กน้อย ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 74 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ PTTGC รายงานตลาดหลักทรัพย์ว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/2562 บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,663.34 ล้านบาท ลดลง 79% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 12,792.58 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้ บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 436 ล้านบาท จากการปรับตัวแข็งค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตามจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบดูไบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ส่งผลให้บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและรายการกลับรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับขาดทุนรวม 372 ล้านบาท

ขณะที่ 9 เดือนบริษัทมีกำไรสุทธิ 11,308 ล้านบาท ลดลง 69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 36,008 ล้านบาท เป็นผลจากการปรับตัวลดลงของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี จากผลกระทบสงครามการค้าเป็นหลัก

*ราคาน้ำมันเฉลี่ย 58-65 ดอลลาร์

ทั้งนี้คาดว่าแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2563 จะอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 58-65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ยังคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกในปี 2563 อยู่ที่ระดับ 101.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี ตลาดน้ำมันดิบในปีหน้ายังมีความไม่แน่นอน ทั้งจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดประมาณการ GDP โลกปี 2563 เหลือ 3% อาจกดดันความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก แม้ว่าทางกลุ่มโอเปคและรัสเซีย มีความพยายามทำข้อตกลงในการตรึงกำลังการผลิต แต่ปริมาณการผลิตของสหรัฐที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในปี 2563 คาดว่าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1-20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการ IMO ในการควบคุมระดับกำมะถันในน้ำมันเตาที่ใช้ในอุตสาหกรรมเดินเรือ ทำให้ความต้องการในการใช้น้ำมันดีเซลเข้าไปผสมเพื่อให้ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ในส่วนของการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นของบริษัท นั้นไม่มีแผนการหยุดซ่อมบำรุง คาดว่าการใช้กำลังกาผลิตทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 100%