ใส่เงินJASIFต้องใจถึง ปันผลดีแต่ธุรกิจเสี่ยง

ทันหุ้น-วิเคราะห์กรณี JASIF ผู้ถือหน่วยควรใช้สิทธิซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุน เหตุให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลทีดีในระดับ 9-10% แต่ต้องแลกด้วยความเสี่ยงกับธุรกิจในอนาคต   ประเมินปีหน้ามีเงินปันผลประมาณ 0.98 บาทต่อหน่วย

นักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์รายหนึ่ง มองว่า ผู้ถือหน่วยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF ที่ยังถือหน่วยอยู่จนถึงขณะนี้ ควรจะใช้สิทธิซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุน เนื่องจากราคาหน่วยเพิ่มทุนที่กำหนดไว้ 9 บาท ต่ำกว่าราคาพาร์ซึ่งอยุ่ที่ 9.85 บาท และหากไม่ใช้สิทธิก็จะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มทุน หรือไดรูชั่นประมาณ 31% จากจำนวนหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น

JASIF  ได้เพิ่มทุนจดทะเบียน โดยได้ออกและจัดสรรหน่วยลงทุนใหม่จำนวนไม่เกิน 2,500 ล้านหน่วย เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีรายชื่อในสมุดทะเบียน 15 ต.ค.2562 โดยกำหนดราคาหน่วยละ 9 บาท กำหนดอัตราส่วนใช้สิทธิที่ 2.2 หน่วยลงทุนเดิมต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ โดยเสนอขายในวันที่ 7-13  พ.ย.นี้ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัดเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

ทั้งนี้เงินที่ได้จากการระดมทุน JASIF จะนำไปลงทุนเพิ่มเติมในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภททรัพย์สินใยแก้วนำแสงเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จำนวนไม่เกิน 700,000 คอร์กิโลเมตรโดยซื้อทรัพย์สินจากบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด(มหาชน) หรือ TTTB โดยกำหนดราคาซื้อขายทรัพย์สินไม่เกิน 38,000 ล้านบาท  และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่ลงทุนเพิ่มเติมดังกล่าว จาก TTTB ที่จะเช่าทรัพย์สินดังกล่าว

**ประเมินปี 63 รายได้เติบโต

นักวิเคราะห์ คาดว่า รายได้จาก JASIF ในปี 2563 มีโอกาสเติบโตเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะได้รับผลดีจากค่าเช่าสินทรัพย์ที่จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามก็จะมีปัจจัยลบในด้านดอกเบี้ยจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากการซื้อทรัพย์สินจาก  TTTBB นอกจากใช้เงินจากการเพิ่มทุนแล้ว ก็ยังมีการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศอีกด้วย รวมถึงจำนวนหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามประเมินว่าอัตราการจ่ายเงินปันผลน่าจะยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งการที่ราคาหน่วยลงทุนปรับตัวลงช่วงที่ผ่านมาทำให้อัตราการจ่ายเงินปันผลมีทิศทางที่ดีขึ้น

โดยคาดว่าในปีนี้จะจ่ายเงินปันผลในระดับประมาณ 0.93 บาท, และในปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 0.98 บาท ขณะที่ในปี 2564 จะเพิ่มขึ้นเป็น 1 บาท โดยคาดการณ์ว่ามีอัตราการจ่ายเงินปันผลประมาณ 9-10%

“สินทรัพย์ที่ JASIF ซื้อเป็นการซื้อกรรมสิทธิ์ดังนั้นจะทำให้มีรายได้การเติบโตที่แน่นอน ซึ่งจะมาจากค่าเช่า ขณะที่ความเสี่ยงหากจะมีมองว่าก็น่าจะมาจากความสามารถในการจ่ายค่าเช่าของ TTTBB แต่เท่าที่ดูแล้ว ยังไม่มีเหตุที่จะต้องกังวลปัจจัยนี้”แหล่งข่าว กล่าว

**เทียบกับ DIF

ทั้งนี้หากเทียบกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF แล้ว ประเมินว่า JASIF จะให้ผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผลที่ดีกว่า แต่ในแง่ของความเสี่ยงการลงทุนก็จะมากกว่าด้วย เพราะ DIF มีการลงทุนที่หลากหลายกว่า โดยมีการลงทุนในกรรมสิทธิ์ในเสาโทรคมนาคม และกรรมสิทธิ์ในใยแก้วนำแสง ขณะที่ JASIF มีเพียงการลงทุนในกรรมสิทธิ์เส้นใยแก้วนำแสงเท่านั้น

จากข้อมูลที่ DIF แจ้งตลาดหลักทรัพย์ล่าสุด ได้มีการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 โดยเป็นการลงทุนกรรมสิทธิ์ในเสาโทรคมนาคมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานจำนวน 788 เสา และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมประเภท Passive อื่นที่เกี่ยวข้อง, กรรมสิทธิ์ในใยแก้วนำแสง ซึ่งในปัจจุบันใช้ในธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ระยะทางประมาณ  1,795 กิโลเมตร, กรรมสิทธิ์ใน FOC ซึ่งในปัจจุบันใช้รองรับเทคโนโลยีระบบ Fibre to the X ในธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตและบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และในพื้นที่ต่างจังหวัด รวมระยะทางประมาณ 315 กิโลเมตร

**ราคาเป้าหมาย 12.5 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ได้ให้ราคาเป้าหมายของ JASIF อยู่ที่ 12.50 บาท โดยมีมุมมองเชิงบวก เพราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจในระดับ 10.1% ในปี 2563 และคาดว่าจะประกาศจ่ายเงินปันผล 0.3 บาทต่อหน่วยจากผลประกอบการระหว่างเดือน ก.ค.-ต.ค.2562

เมื่อต้น พ.ย. JASIF ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 1 ก.ค.ถึง 30 ก.ย.2562 ในอัตราหน่วยละ 0.23 บาท กำหนดจ่ายในวันที่ 2 ธ.ค.2562