JMTมีดีลซื้อหนี้หมื่นล้าน หนุนพอร์ตแตะ1.6แสนล.

ทันหุ้น – JMT เร่งมือโค้งสุดท้ายไตรมาส 4/2562 รุกเจรจาซื้อหนี้เสียเข้ามาบริหารในพอร์ตเพิ่มหมื่นล้าน คาดได้ข้อสรุปไม่น้อยกว่า 1 ราย ลุ้นสิ้นปี 2562 พอร์ตบริหารลูกหนี้พุ่ง1.6 แสนล้านบาท เดินหน้าจัดทำแผนปี 2563  วางเป้าหมายปั๊มผลงานโตต่อ โบรกมองงบQ 3/2562 กำไรทำลายสถิติใหม่ 170 ล้านบาท  

นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอ็มทีเน็ทเวอร์คเซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือJMT เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี 2562 บริษัทยังมีความสนใจและมองหาโอกาสในการซื้อหนี้เสียทั้งแบบที่มีหลักประกันและแบบที่ไม่มีหลักประกันเข้ามาบริหารในพอร์ตเพิ่มเติม ซึ่งในปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจารับซื้อหนี้เสียจากทางสถาบันการเงินในประเทศอยู่ 2- 3 ราย รวมมูลค่ามูลหนี้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงที่เหลือจะได้ความชัดเจนไม่น้อยกว่า 1 – 2 ราย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการลงทุนและผลตอบแทน โดยบริษัทยังมองว่าในช่วงไตรมาส 4/2562 มีโอกาสที่สถาบันการเงินจะเร่งขายหนี้ออกมามากกว่าไตรมาสอื่นของปี เนื่องจากสังเกตได้ว่าที่ผ่านมาภาวะหนี้ครัวเรือนในประเทศยังไม่ดีขึ้น ในขณะที่ประชากรยังต้องกินต้องใช้อยู่ คาดว่าสถาบันการเงินต่างๆ มีแผนขายหนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมองว่าจะเป็นโอกาสที่ให้บริษัทได้รับอานิสงส์ในการซื้อหนี้เข้ามาเติมพอร์ต จากปัจจัยข้างต้นทำให้คาดว่าภายในสิ้นปี 2562 นี้ บริษัทจะมีขนาดพอร์ตบริหารหนี้รวมไม่ต่ำกว่า 1.5 – 1.6  แสนล้านบาท

สำหรับผลประกอบการในปี 2562 บริษัทยังคงเป้ารายได้เติบโตราว 50% เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,885.83 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 505.52 ล้านบาท ปัจจัยสนับสนุนหลักๆ เป็นผลมาจากพอร์ตจัดเก็บหนี้เสียภายใต้การบริหารงานของบริษัทมีการขยายตัวที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีปัจจัยบวกจากธุรกิจรับจ้างติดตามหนี้และธุรกิจประกันภัยของบริษัทย่อยเข้าช่วยเสริม ทำให้มองว่าผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2563 เบื้องต้นบริษัทอยู่ระหว่างการจัดเตรียมแผนงาน รวมถึงการประมาณการใช้งบประมาณในการลงทุนต่อยอดธุรกิจ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ และจะนำขึ้นเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารบริษัทต่อ ทั้งนี้ คาดว่าทางบอร์ดบริหารจะให้การอนุมัติภายไม่เกินเดือนธันวาคม 2562

ลุ้นงบQ3กำไรทุบสถิติ

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ทางฝ่ายคาดกำไรไตรมาส 3/2562 จะทำสถิติใหม่อีกครั้ง ที่ 170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อนหน้า และ เติบโต 23% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามรายได้ ที่ 580 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 20% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากปัจจัยธุรกิจรับจ้างตามหนี้มีรายได้เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากพอร์ตหนี้ใหญ่ที่รับเข้ามาในไตรมาส 2/2562 หนุนพอร์ตใหญ่สุดในรอบ 7 ปี เท่ากับ 3.86 หมื่นล้านบาท เติบโต 92% นับตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึงปัจจุบัน

ประกอบกับธุรกิจบริหารหนี้คาดยอดเก็บเงินสด ที่ 730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน และเติบโต 20% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากทั้งกองหนี้เก่า – ใหม่ โดยมีจำนวนกองที่ตัดต้นทุนหมดเพิ่มขึ้นทำให้ GPM +400bps vs จากไตรมาสก่อน มายืนที่ 62% นอกจากนี้แนวโน้มต้นทุนยังทรงตัวเพราะส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนซึ่งคงที่ ตลอดจนธุรกิจประกันคาดขาดทุนลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า และเริ่มพลิกมีกำไรในเดือนสิงหาคม – กันยายน 2562 หลังทยอยรับรู้รายได้จากกรมธรรม์ที่ขายในไตรมาสก่อน รวมถึงควบคุมปริมาณการขายใหม่ ทำให้ค่าใช้จ่ายคอมมิชชั่นลดลง

เคาะเป้าหมาย 21.60 บ.

ทั้งนี้ทางฝ่ายคาดบริษัทจะซื้อหนี้เพิ่มเติมอีกในช่วงที่เหลือของปี ทำให้โดยรวมจะไม่น้อยกว่าปีก่อนที่ 2,400 ล้านบาท เนื่องจากภาวะประมูลยังเป็นปกติ อีกทั้งจากปริมาณ NPL ที่ยังโตตามหนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน รวมถึงการ write-off จากสถาบันการเงินก่อนปรับใช้ TFRS9 ในปีหน้า ทั้งนี้งบไตรมาส 3/2562 ของกลุ่มธนาคารที่แนวโน้ม NPL เร่งตัวขึ้นนั้น เป็นไปได้ว่าอาจเห็นการเร่งขายหนี้เสียเก่า (12 เดือนขึ้นไป) ออกมามากกว่าคาดได้ เป็น Upside risk ต่อประมาณการ

อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายได้มีการปรับคาดการณ์กำไรปี 2562 และ 2563 ขึ้นอีก 5% เป็น 680 และ 872 ล้านบาท ตามลำดับ เพื่อสะท้อนธุรกิจติดตามหนี้ที่พอร์ตโตมากกว่าที่คาดไว้ (จากเดิม 2 หมื่นล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ขึ้นเป็น 3.5 – 3.8 หมื่นล้านบาท) ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ซึ่ง JMT กำลังได้ประโยชน์เพราะเป็นหุ้นปลายน้ำของวงจรหนี้ ทางฝ่ายคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายเป็น 21.60 บาทต่อหุ้น