ลุ้นกนง.ลดดอกเบี้ยวันนี้ KTCเข้าตากำไรโต2ปีติด

ทันหุ้น –IMF ชี้ไทยยังลดลดอกเบี้ยได้อีก แนะฉีดนโยบายการเงิน-การคลังในช่วงเวลาที่เหมาะสม ติงหว่านเงินต้องมีประสิทธิภาพด้านนักวิเคราะห์เพิ่มน้ำหนักกนง.ลดดอกเบี้ยวันนี้ ชู KTC รับอานิสงส์เต็ม มองพอร์ตสินเชื่อยังขยายตัวขณะที่ NPL ลดลง คาดกำไรปกติปีนี้โต 11% และโตต่ออีก 21% ในปี 2563  เคาะเป้าปีหน้า 48 บาท

นางคริสตาลีนา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำไทยดำเนินนโยบายการเงิน-การคลังด้วยความระมัดระวัง โดยเลือกดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความเสี่ยง โดย IMF คาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้ขยายตัวเพียง 2.2%ปรับลดลง 0.8%จากเดิมที่เคยคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีจะเติบโต 3%

ทั้งนี้ นางคริสตาลินา มองว่า ฝ่ายนโยบาย และฝ่ายบริหารของไทยมีเครื่องมือบริหารจัดการทั้งด้านการเงิน-การคลังเพียงพอ สามารถรับมือความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกได้ อีกทั้งยังชื่นชมการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยว่าดำเนินมาบนแนวทางที่ถูกต้อง พร้อมเสนอแนะให้เพิ่มความระมัดระวังและควรมีกลไกเข้ามาควบคุมการใช้นโยบายด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพและควรดำเนินการควบคู่กับการปฎิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

“ไทยโชคดีที่มีนโยบายการเงิน การคลังเพียงพอที่จะใช้ประคองเศรษฐกิจ แต่จะใช้เมื่อไหร่ คงขึ้นอยู่กับผู้บริหารของประเทศ สำหรับนโยบายด้านการคลังนั้น ถือเป็นเรื่องดี แต่การดำเนินงานต้องระมัดระวัง และต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่การหว่านเงินอย่างเดียว ต้องมีกลไกรองรับและให้เงินเข้ากระเป๋าประชาชนด้วย”

@IMFชี้ไทยลดดอกเบี้ยได้อีก

ด้านนโยบายการเงินนั้น ประเทศไทยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 1 ครั้งในปีนี้ และยังมีโอกาสที่ยังลดได้มากกว่านี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะประชุมกันโดยต้องดูว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินนั้น จำเป็นต้องทำในตอนนี้หรือไม่ หรือจะเป็นครั้งที่สามารถคงอัตราดอกเบี้ยได้

ส่วนกรณีของธนาคารสหรัฐ (เฟด) ที่ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ มองว่า อัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันของเฟด ยังอยู่ที่ระดับที่เหมาะสม เพราะคิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐไปในทิศทางที่ดี และยังมีสัญญาณบวกจากการตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แม้จะยังไม่เป็นทางการ การเลื่อน Brexit แม้จะยังไม่สำเร็จทั้งสองอย่าง แต่ก็มีสัญญาณการลดลงของความไม่แน่นอน เหล่านี้คือเรื่องที่ผู้วางนโยบายต้องให้ความสนใจ

“หากมองภาพรวมทั้งโลก เราแนะนำให้ประเทศต่างๆ มี Policy Space สำหรับนโยบายการเงิน และแนะนำให้ใช้ space นี้อย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้สามารถอัดฉีด Momentum และการขยายตัวได้ ทุกประเทศต้องดูว่าเท่าใดจึงเหมาะสม และในสภาวะที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่นี้ก็ต้องเก็บกระสุนไว้บ้างเราอยู่ในภาวะที่ดีขึ้นจากการตัดสินใจด้านการค้าของสหรัฐฯ และจีน ที่จะลดความตึงเครียดลง”

@ลุ้นกนง.ลดดอกเบี้ยวันนี้

ด้านนายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)ระบุ นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วันนี้ (6 พฤศจิกายน) มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศลง1 ครั้งอีก 0.25% เหลือ 1.25% จากปัจจุบันที่ 1.50% มากขึ้น  อย่างไรก็ตามยังมีความเป็นไปได้ว่ากนง. จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี (18 ธันวาคม 2562) ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก

สำหรับภาพรวมอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในประเทศ (อัตราดอกเบี้ยนโยบาย-อัตราเงินเฟ้อ) ยังมีส่วนต่างให้กนง.พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก 0.25% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยไทยทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง

@ KTC รับอานิสงส์สูงสุด

โดยหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากภาวะอัตราดอกเบี้ยทรงตัวในระดับต่ำคือหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ อาทิ MTC, SAWAD แต่เนื่องจากราคาหุ้นทยอยปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนเต็มมูลค่าพื้นฐาน ฝ่ายวิเคราะห์จึงเลือก KTC เป็นหุ้น Top pick ในกลุ่มไฟแนนซ์ ประกอบกับเมื่อไตรมาส 3/2562 สินเชื่อของ KTC ยังคงขยายตัวได้ทั้งธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ตามกลยุทธ์เร่งสร้างฐานลูกค้าของบริษัท โดยทั้ง 2 ธุรกิจมีสมาชิกรวมกัน 3.43 ล้านบัญชี ขณะที่ NPL Ratio ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ฝ่ายวิเคราะห์คาดแนวโน้มกำไรงวดไตรมาส 4/2562 น่าจะทำได้ราว 1,400 ล้านบาท โดยมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายตามฤดูกาล และการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้มาตรฐานการบัญชี TFRS9 ในปี 2563 จึงประมาณการกำไรปกติทั้งปี 2562 ที่ 5,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปี 2561 (YoY) และคาดกำไรปกติทั้งปี 2563 ที่ 6,900 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปี 2562 เนื่องจากมีเงินสำรองฯ ส่วนเกินในปริมาณสูงมาก ที่รอการกลับรายได้ ควบคู่กับความสามารถในการบริหารจัดการ NPL ที่ดีอย่างต่อเนื่อง จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 2563 ที่ 48 บาท