SETวิ่งเก็งเทรดวอร์สงบ เป้าปี2563แตะ1,725จุด

ทันหุ้น- เปิดเหตุหุ้นไทยทะยานเฉียด30จุดKTBST ชี้สงครามการค้าผ่อนคลาย – ดอกเบี้ยต่ำ – ผลกระตุ้นศก. ดันเป้าปีหน้า 1,725 จุด ชี้ครึ่งแรกปี63หุ้นฟื้นดี ก่อนกำไรบจ.ฟื้นตัวครึ่งปีหลัง เปิดธีมหุ้นน่าดักปีหน้าเน้นหุ้นผลงานดี AOT, ADVANC, BEM, CPALL ยังดี  หุ้นราคาต่ำเกิน SCC, PTTGC, IRPC, PTTEP, ERW และCENTEL  เทิร์น

ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ (4 พ.ย.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงปิดที่ 1622.33 จุด เพิ่มขึ้น 29.81 จุด หรือ 1.87% ดีกว่าภูมิภาคจากความหวังเชิงบวกในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนเฟส1 ประกอบกับ 2 หุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของไทยมีการเซ็นสัญญากับเวียดนามเกือบหมื่นเมกะวัตต์

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินเป้า ดัชนีหุ้นไทยปี 2563 ไว้ที่ 1,725 จุด เนื่องจากคาดว่าสหรัฐและจีน น่าจะบรรลุข้อตกลงการค้าได้บางส่วน แม้กำแพงภาษีจะยังมี แต่ตลาดได้รับรู้และผ่านจุดต่าสุดไปแล้ว ซึ่งข้อตกลงการค้าเชิงบวกจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกฟื้นในไตรมาส2/2563  ขณะที่ ธนาคารกลางทั่วโลก จะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และจะส่งผลดีต่อภาคส่งออก-ท่องเที่ยวของไทยให้ดีขึ้นตามลาดับ หนุนกำไรตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวด้วยเช่นกัน

ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการลงทุนภาครัฐ เกือบ 1 ล้านล้านบาท จะเริ่มเห็นผลปี 2563 จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยและกำไรบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง 2563 ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งปีแรกในปี 2563เป็นต้นไป

@ธีมลงทุนหุ้นปี2563

สำหรับแนวทางการลงทุนที่จะผลตอบแทนที่ดีในปี 2563 ประกอบด้วย กลุ่มที่ผลการดำเนินงานยังเติบโตดีต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มสัมปทานภาครัฐ สินเชื่อรายย่อย หรือหุ้นที่มีการลงทุนใหม่ๆ ได้แก่ หุ้น AOT, ADVANC, BEM, CPALL, MTC, SAWAD, OSP และ JMT และกลุ่มที่ราคาหรือผลประกอบการอ่อนตัวลงมามาก อาทิ น้ำมัน-ปิโตรเคมี ส่งออก โรงแรม : SCC, PTTGC, IRPC, PTTEP, ERW และCENTEL  โดยคาดหวังผลตอบแทน ราว 10-20% จากจุดต่าสุดของราคาหุ้น ส่วนกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า คาดว่า ปีทองได้ผ่านไปในปี 2562 แล้ว และต้องระวัง REITs อาจปรับฐานถ้าตลาดฟื้นตัวอย่างจริงจัง

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยังคงเป้ากำไรปี 2562 ไว้ที่ 9.6 แสนล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 95.1 บาท  เติบโตติดลบ 0.2% จากผลของสงครามการค้าและผลประกอบการหุ้นน้ามัน-ปิโตรเคมีหดตัว แต่คาด ปี 2563 กำไรตลาดจะกลับขึ้นไปแตะ 1.05 ล้านล้านบาท EPS ราว 103.5 ให้เป้าหมายของตลาดหุ้นไทยที่ 1725 จุด อิง Forward PER ที่ 16.6 เท่า (ค่าเฉลี่ย Forward PER 10 ปีย้อนหลัง) กรอบดัชนีฯสูงสุดอยู่ที่ 1795 จุด อิงค่า PER ที่ 17.3 เท่า (+0.25SD ค่าเฉลี่ย Forward PER 10 ปี) และต่ำสุดที่ระดับ 1700 จุด

สำหรับสถานการณ์เม็ดเงินทุนโลก (Fund Flow) ของเงินลงทุนในตลาดหลักๆ ของเอเซีย ไหลกลับเข้าตลาดตั้งแต่ เดือน กันยายน 2562 เป็นต้นมา จากความหวังในเรื่องการเจรจาการค้า และ Fed เตรียมปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย คาด Flow จะยังคงไหลเข้าตลาดเอเชียต่อ มีแนวโน้มที่ดีจาก การที่นักลงทุนต่างประเทศทยอยขายพันธบัตร 4 เดือนติดต่อกัน (ก.ค.-ต.ค.19)  ธปท.ออกมาตรการคุมการลงทุนในตราสารหนี้ และบางส่วนมาจาก Yield พันธบัตรที่ปรับลดลงมามาก  ตลาดหุ้นไทย สถานะของนักลงทุนต่างประเทศ ปี 2019 (จนถึง 31 ต.ค.) net sell ไปแล้ว 1.3 หมื่นล้านบาท คาดเมื่อตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัวอย่างจริงจัง นักลงทุนกลุ่มนี้จะกลับมาซื้อหุ้นไทยอีกครั้งหนึ่ง

@แบงก์ให้ปันผลสูง

นายธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ระบุว่าราคาหุ้นกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้นมองว่าเป็นการรีบาวน์ตามตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีแต่มองว่าธนาคารยังมีความกังวลด้านการปรับลดประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์หลังจากงบไตรมาส 3/2562 ออกมาตามคาด ทั้งนี้ราคาหุ้นแบงก์นับอยู่ยังอยู่ในระดับต่ำทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเฉลี่ย 4-7% ทำให้มีความน่าสนใจเข้าลงทุนระยะยาว และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ สอดคล้องกับธนาคารกลางทั่วโลก แต่จะไม่สงผลกระทบกับหุ้นแบงก์มากนัก เนื่องรับรู้แล้ว โดยแนะนำลงทุนใน SCB เป้า 160 บาท และ TCAP  เป้า 67 บาท