เกาะติดหนี้JAS มีตำหนิ!เสี่ยงสูง

ทันหุ้น-วิพากษ์JAS ผ่านมุมมองนักวิเคราะห์ คาด2562-63 รายได้จะโตเพียง 3-5% จากเดิม 10%  มีความเสี่ยงสูง ในคดีฟ้องร้องของเจ้าหนี้ 1,555 ล้านบาท  หวั่นมีภาระหนี้สูงขึ้น ทำให้จ่ายปันผลน้อยลง นักลงทุนสถาบันไม่เข้าซื้อ เหตุมีปัญหาด้านบรรษัทภิบาล ล่าสุดแจ้ง ไม่สนใจประมูลคลื่น 5G แล้ว

นางสาวสายใจ คีตสิน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) หรือ JAS แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติและมุ่งเน้นขยายการให้บริการบรอดแบรนด์อินเทอร์เนตความเร็วสูง รวมถึงการต่อยอดธุรกิจ โดยบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด(มหาชน) ได้ลงนามในสัญญา  IPTV Consultancy Service Agreement กับ KT Corporation เพื่อให้ทำหน้าที่เป็น Technology Partner และ Strategic Consultant ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบริการ IPTV และ Premium Streaming Services เพื่อให้ความบันเทิงที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า

นอกจากนี้ 3BB ได้เปิดตัวแพคเกจใหม่ Smart Mesh WiFi ที่ช่วยเพิ่มความครอบคลุมของสัญญาณอินเทอร์เน็ตในบ้าน ช่วยจัดการการใช้งานสำหรับการเล่นเกมส์โดยเฉพาะ และลูกค้าสามารถใช้ 3BB App เปลี่ยนความเร็วได้ในราคาเท่าเดิม

ในส่วนของการเข้าทำธุรกรรมกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน  หรือ JASIF  นั้น ได้ดำเนินการตามแผนงาน โดยจะจองซื้อหน่วยลงทุนตามกำหนดการของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง คือระหว่างวันที่ 7–13 พฤศจิกายน 2562

สำหรับการประมูลคลื่น 5G นั้น บริษัทฯ ไม่มีความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลแต่อย่างใด

**เปิดจุดเสี่ยง

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด(มหาชน) ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้น JAS โดยไม่แนะนำเก็งกำไรหุ้น JAS สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย เนื่องจากมองว่า JAS ยังมีความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทได้ ประกอบด้วย ความเสี่ยงเกี่ยวกับคดีฟ้องร้องของเจ้าหนี้สถาบันการเงิน 4 ราย มูลฟ้องรวม 1,555 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 964 ล้านบาท ดอกเบี้ย 591 ล้านบาท โดย JAS ได้ตั้งประมาณหนี้สินในงบการเงินแล้วเป็นจำนวนรวม 810 ล้านบาท เป็นเงินต้น 386 ล้านบาท และดอกเบี้ย 424 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างขั้นตอนอุทธรณ์และยังไม่มีความคืบหน้า

นอกจากนี้ก็มีความเสี่ยงการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดบรอดแบรนด์อินเทอร์เนตความเร็วสูง อาจทำให้รายได้ของบริษัทเติบโตน้อยกว่าคาด ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน คาดว่าช่วง 3 ปีข้างหน้า หรือในช่วงปี 2562-2564 รายได้มีแนวโน้มเติบโตราว 3-5% แผ่วลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2561 บริษัทมีรายได้เติบโตกว่า 10% ขณะที่ต้นทุนดำเนินงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่าการเติบโตของรายได้

ต้นทุนเพิ่มขึ้น

การที่ JAS มีการขายสินทรัพย์เพิ่มเติมให้กับ JASIF คาดว่าจะทำให้ JAS จะมีต้นทุนดำเนินงานส่วนเพิ่มราว 300-400 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าเช่าโครงข่ายฯ สุทธิกับส่วนแบ่งกำไรจาก JASIF และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงจากการคืนหนี้บางส่วน ทำให้ประมาณการกำไรปกติตั้งแต่ปี 2563 มี downside ราว 10-20% และกระทบราคาเป้าหมาย -0.70 บาทต่อหุ้น จากราคาเป้าหมาย 6.60 บาทต่อหุ้น

และยังมีความกังวลต่อสถานะการเงินระยะยาว มีแนวโน้มแย่ลงตามผลการดำเนินงาน และบริษัทมีภาระหนี้ที่สูงขึ้น โดยมีหนี้สินที่มีดอกเบี้ยประมาณ 8,700 ล้านบาท ส่งผลกระทบกับความสามารถในการจ่ายเงินปันผลปกติน้อยกว่าในอดีต

และได้ประเมินการขายทรัพย์สินเพิ่มเติมของ JAS มูลค่าไม่เกิน 38,000 ล้านบาท จะทำให้ JAS มีเงินสุทธิคงเหลือหลังหักเงินเพิ่มทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ และคืนหนี้บางส่วน ประมาณ 6,000 ล้านบาท และคาดว่าจะจ่ายเป็นเงินปันผลพิเศษราว 0.75 บาทต่อหุ้น

**มองนักลงทุนสถาบันเมิน

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด  มองว่ากลุ่มนักลงทุนสถาบันจะไม่เข้าลงทุนในหุ้น JAS ด้วยประวัติด้านบรรษัทภิบาลที่ไม่ดี แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ยอมรับความเสี่ยงได้ เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ เมื่อพิจารณาจากส่วนประกอบมูลค่าของหุ้น JAS พบว่าการถือครองหุ้นในสัดส่วนที่ 19% ใน JASIF จะคิดเป็นมูลค่าได้ที่ 1.95 บาทต่อหุ้น JAS 1 หุ้น  และที่มีมูลค่าส่วนที่เหลือที่ 2.43 บาทหุ้น JAS 1 หุ้น ซึ่งจะคิดเป็น EV/EBITDA ปี 2563 ที่ 4.5 เท่า

ดังนั้นจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 6.70 บาท

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ได้สั่งปรับเงินนายพิชญ์ โพธารามิก อดีตผู้บริหาร JAS กรณีการใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้นบริษัท  จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด(มหาชน) หรือ JTS และยังมีกรณีการสร้างราคาหุ้นบริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)  หรือ MONO และหุ้น JAS