SNAPSHOT : PORT

Company Background
“สหไทย เทอร์มินอล” เริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่ปี 2550 โดยการให้บริการท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ครบวงจร และ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานหลักของบริษัทฯ ยังมีการให้บริการด้านการขนส่งทางบก บริการพื้นที่จัดเก็บสินค้าและคลังจัดเก็บสินค้า และบริการอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อให้บริษัทฯก้าวขึ้นเป็น “ผู้ให้บริการโซลูชั่นโลจิสติกส์แบบครบวงจร ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย” ตามวิสัยทัศน์ที่บริษัทฯได้ตั้งไว้
Key Development of Company
การพัฒนาที่สำคัญของบริษัทฯ ปี 2562 (ถึงปัจจุบัน)
– บริษัทฯ ได้เข้าร่วมลงทุนในบริษัทร่วมทุนกับบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน ในนาม บริษัท บางกอก โลจิสติกส์ พาร์ค จำกัด (“BLP”) เพื่อลงทุน เป็นเจ้าของ พัฒนา บริหารและจัดการโครงการโลจิสติกส์พาร์ค คลังสินค้า และอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอุตสาหกรรมในประเทศไทย มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 300 ล้านบาท โดยบริษัทถือหุ้นร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน คิดเป็น 75.0 ล้านบาท ชำระแล้วร้อยละ 40 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด
– บริษัทฯได้เพิ่มทุนจดทะเบียน จำนวน 69 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิมจำนวน 230 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนจำนวน 299 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 138 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 92 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) และจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 46 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PORT-W1)
Business Plan
บริษัทฯ มีแผนการขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมโลจิสต์ ซึ่งมุ่งเน้นไปยังกิจกรรมที่จะเกื้อหนุนการดำเนินธุรกิจหลักและความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ โดยบริษัทฯเน้นกลยุทธ์ในการแข่งขัน ดังนี้
1. มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการบริการและการบริการแบบครบวงจร: บริษัทฯให้ความใส่ใจในลูกค้า โดยนำข้อมูล ปัญหา และคำแนะนำที่ได้จากลูกค้ามาพัฒนาเพื่อหาบริการที่ตอบโจทย์ให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ไปพร้อมกับการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการ อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล และบริษัทฯ ยังได้รับรองมาตรฐานการให้บริการต่างๆ ได้แก่ ISO 9001 ISO 14001 และ Global Security Verification Report เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าที่ใช้บริการผ่านท่าเรือสหไทย และทุกๆบริการ
2. สถานที่ตั้งของท่าเรือ: ด้วยบริการด้านโลจิสติกส์ มีหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งอยู่ที่สถานที่ตั้ง เพื่อความสะดวกในประหยัดเวลาและประหยัดต้นทุน ซึ่งบริษัทฯมีข้อได้เปรียบในด้านสถานที่ตั้งที่เชื่อมต่อกับถนนเส้นหลักหลายสาย ทำให้สะดวกในการขนย้ายต่อ โดยที่ตั้งท่าเรือของบริษัทฯและบริษัทย่อย ร่วมถึงที่ตั้งลานซ่อมและล้างตู้คอนเทนเนอร์ในนามของบริษัทย่อย ตั้งอยู่บนถนนปู่เจ้าสมิงพราย ที่เชื่อมต่อกับถนนกาญจนาภิเษก ทำให้การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์หรือสินค้าต่อไปถึงผู้รับปลายทางทำได้สะดวก
3. การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า: ด้วยที่ผ่านมาการให้บริการท่าเรือเชิงพาณิชย์ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นการให้บริการโดยภาครัฐเป็นหลัก ทำให้การที่เอกชนจะเข้ามาดำเนินการจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสายเรือและผู้นำเข้าส่งออก โดยบริษัทฯได้มีการพัฒนาคุณภาพการบริการจนเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือจากสายเรือชั้นนำของโลก ทั้งนี้บริษัทฯมีการจัดตั้งฝ่ายบริการลูกค้าเพื่อดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้ากับบริษัท พร้อมทั้งปลูกฝั่งค่านิยมของของทุกฝ่ายในองค์กรให้มีความใส่ใจการบริการ (service mind) ใส่ใจในปัญหาของลูกค้า ส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถดำเนินการได้สะดวกและลดต้นทุนได้
Investment Highlight
บริษัทฯมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้
1. เป็นผู้นำด้านการให้บริการท่าเรือเอกชน : บริษัทฯถือเป็นบริษัทเอกชนที่มีปริมาณการให้บริการสูงสุดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงให้เห็นศักยภาพของบริษัทฯในการแข่งขันกับคู่แข่งขันรายอื่น ด้วยจุดเด่นด้านสถานที่ตั้ง บริการที่ครบวงจรและตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างดี ทำให้บริษัทฯได้รับความเชื่อถือจากสายเรือชั้นนำหลายราย และมีปริมาณการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2. การขนส่งทางน้ำเป็นการขนส่งที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี : ด้วยจุดแข็งของการขนส่งทางน้ำที่มีต้นทุนต่ำ ทำให้การขนส่งทางน้ำมีการขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัทฯในการเติบโตตามไปด้วย
3. บริษัทฯยังอยู่ในช่วงของการเติบโต : จากปริมาณการให้บริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯมีการขยายตัวรองรับการเติบโตของบริษัท โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาบริษัทฯได้มีการลงทุนกว่า 1 พันล้านบาท และเฉพาะในปี 2017 มีงบลงทุนกว่า 590 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงการท่าเรือชายฝั่งและโครงการอื่นๆเพื่อให้บริการเสริมหรือช่วยสนับสนุนกิจกรรมหลักของบริษัทฯ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ทั้งหมดภายในปีนี้ โครงการต่างๆที่บริษัทฯได้ลงทุนไปนอกจากจะมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้แล้วยังจะช่วยเพิ่มจุดแข่งในการให้บริการกับลูกค้าอีกด้วย
4. บริษัทฯมีนโยบายการลงทุนโดยการหาพันธมิตรร่วมลงทุน : บริษัทฯได้มีการหา Strategic Partners เพื่อร่วมลงทุนขยายการให้บริการและขยายบริการด้านอื่นๆที่จะมีส่วนส่งเสริมกิจกรรมหลักและลดความเสี่ยงด้านการพึ่งพากิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง โดยการลงทุนในรูปแบบของการร่วมทุนกับบริษัทอื่น ถือเป็นประโยชน์หลายด้าน เช่น ช่วยลดความเสี่ยงของบริษัท เสริมความแข่งแกร่งด้านเงินทุน สร้างความมั่นคงด้านการจัดหาลูกค้า สร้างโอกาสในการขยายด้านการบริการอื่นๆ และยังได้เรียนรู้การบริหารจัดการจากบริษัทที่เข้ามาร่วมทุน

 

PORTเร่งลงทุนท่าเรือใหม่ ปรับกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้า

ทันหุ้น-PORTใส่เกียร์ลุยงานตามแผน สร้างเท่าเรือ-คลังสินค้าเพิ่มยอด ผู้บริหาร “บัญชัย ครุจิตร” ส่งทีมเจาะลูกค้ากลุ่มใหม่ เชื่อรายได้ปีหน้าดีกว่าปีนี้ แย้มอยู่ระหว่างทำแผน วางกลยุทธ์ จับตาผลงานโค้งท้ายพีค

นายบัญชัย ครุจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT  เปิดเผยว่าบริษัทจะเร่งลงทุน 2 โครงการใหญ่ต่อเนื่องคือ การลงทุนสร้างท่าเรือพาณิชย์แห่งที่ 3 ผ่านบริษัทบางกอกริเวอร์เทอร์มินอลจำกัด (BRT) ระยะเวลาก่อสร้าง 18 เดือน เริ่มก่อสร้างปี 2563 แล้วเสร็จภายในปี 2564

และโครงการพัฒนาและบริหารโลจิสติกส์พาร์คหรือศูนย์กระจายสินค้าบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ในเขตพื้นที่ขอบเมืองกรุงเทพมหานคร ผ่าน บริษัทบางกอกโลจิสติกส์พาร์คจำกัด (BLP) จะเริ่มก่อสร้างในปี 2563 เช่นเดียวกัน คาดจะแล้วเสร็จและเริ่มเปิดดำเนินการได้ภายในไตรมาส 3 หรือ 4ของปี 2563

@รายได้โตต่อเนื่อง

นายบัญชัย ระบุว่า สำหรับการดำเนินงานบริษัทอยู่ระหว่างทำแผนการเติบโตในปี 2563 เบื้องต้นบริษัทจะพยายามผลักดันรายได้ให้สูงกว่าปี 2562 ยอมรับว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศยังเป็นปัจจัยกดดันภาพรวมเศรษฐกิจ รวมถึงการนำเข้าและส่งออกสินค้าให้ปรับตัวลดลงตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทคาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2563 จะใกล้เคียงกับปีนี้

อย่างไรก็ดี บริษัทจะขยายฐานลูกค้าไปในกลุ่มอื่นๆเพิ่มเติม อย่างเช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มวัตถุดิบอาหาร รวมถึงกลุ่มนำเข้าและส่งออกเหล็ก เป็นต้น โดยบริษัทจะพยายามเพิ่มจำนวนลูกค้า จากปัจจุบันมีฐานลูกค้าอยู่แล้วราวหมื่นราย

@จับตางบโค้งท้าย

ขณะที่แนวโน้มธุรกิจช่วงที่เหลือของปีนี้คาดจะเติบโตได้โดยเฉพาะไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่ดีที่สุด และบริษัทคาดว่าในไตรมาสนี้จะคล้ายกับช่วงที่ผ่านมา ส่วนเป้ารายได้ปีนี้คาดจะเติบโตที่ 5% ลดลงจากเป้าเดิมต้นปีที่ตั้งไว้ 10% ทั้งนี้บริษัทได้รับผลกระทบจากลูกค้าส่งออกสินค้าที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้รายได้ปรับตัวลดลงตามไปด้วย

สำหรับ ผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 2562 บริษัทฯ มีรายได้รวม 782.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.92% จากรายได้รวม 753.23 ล้านบาทเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและมีกำไรสุทธิ 56.72 ล้านบาท ลดลง 7.87 % จากกำไรสุทธิ 61.57 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะย้ายเข้า SET และจากคุณสมบัติหลายข้อที่ทางตลาดหลักทรัพย์กำหนด บริษัทก็มีความพร้อมหากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติให้เพิ่มทุน เพื่อการจ่ายหุ้นปันผลและปรับสิทธิวอแรนท์จะส่งผลให้บริษัทมีทุนจดทะเบียน 328.90 ล้านบาท และทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 303.60 ล้านบาท คุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ย้ายเข้า SET

ซึ่งการเพิ่มทุนจ่ายหุ้นปันผล จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายลดข้อจํากัดในการเข้าลงทุนของนักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศ และช่วยหนุนราคาหุ้นให้มีเสถียรภาพมากขึ้น