SAMARTจ่อฮุบงานหมื่นล. ดันบริษัทลูกSAVเข้าเทรด

ทันหุ้น – SAMART จ่อดันบ.ลูก SAV เข้า SET หวังระดมทุนอัพแกร่งระยะยาว คาดชัดเจนมีนาคมปี2563  บอสใหญ่ วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ลั่นปี 2563 รายได้เหนือ 2 หมื่นล้านบาท จากปี2562 คาดไว้ใกล้ 1.8 หมื่นล้านบาท รับรุกขยายงานรอบด้าน พร้อมเดินหน้าสอยโครงการใหม่ 1 หมื่นล้านบาท เติม Backlog ของเดิมที่ 9.74 พันล้านบาท

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมนำ บริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ SAV (ชื่อเดิมบริษัท สามารถ ทรานส์โซลูชั่น จำกัด) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่มีทาง SAMART ถือหุ้นสัดส่วนราว 100% เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หลังได้มีการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา เพื่อรองรับการเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจในอนาคต คาดน่าจะได้เห็นความชัดเจนช่วงมีนาคม 2563

ดันบ.ลูกเข้าSET

ทั้งนี้ ปัจจุบันทาง SAV มีทุนจดทะเบียน จำนวน 320 ล้านบาท โดยมีมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 640 ล้านหุ้น ซึ่งบริษัทย่อยดังกล่าวนั้นดำเนินธูรกิจลงทุนในบริษัทอื่นๆ (Holding Company) และมุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทผู้ประกอบธุรกิจการจราจรทางอากาศและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบัน SAV ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ในบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟิค เซอร์วิส จำกัด (CATS) ที่ประกอบกับธุรกิจจัดตั้งระบบละให้บริการควบคุมการจราจรทางอากศในประเทศกัมพูชาในทุกสนามบินของประเทศดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว และมีสัญญาสัปทานตั้งแต่ปี 2545-2584

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนดังกล่าวนั้นเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน ชำระคืนเงินกู้ ลดภาระดอกเบี้ย และรองรับการขยายธุรกิจใหม่ๆ ของกลุ่มบริษัทสามารถในอนาคตต่อไป

ปีหน้ารายได้เกิน2หมื่นล.

นายวัฒน์ชัย กล่าวว่า ในปี 2563 เบื้องต้นบริษัทประมาณการรายได้คงอยู่ในระดับที่มากกว่า 2 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่คาดไว้จะออกมาใกล้เคียง 1.8 หมื่นล้านบาท ผลมาจากบริษัทมีการขยายงานในส่วนต่างๆ เพิ่มเติม ประกอบกับมีการทำตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่อย่างต่อเนื่อง

โดยบริษัทมีงานในมือ (Backlog) ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ราว 9.74 พันล้านบาท จากโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ อาทิ โครงการออกแบบ จัดหา พัฒนา ติดตั้ง และดูแลบำงรักษาระบบคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, โครงการของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME) ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะรับรู้ภายในปี 2563-2565 และอาจจะมีบางส่วนต่อเนื่องไปถึงปี 2566 อีกทั้งยังอยู่ระหว่างรอการเซ็นสัญญาการให้บริการระบบไอทีของธนาคารออมสินฯ อีกราว 1 พันล้านบาทเพิ่มเติมด้วย

ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ๆ เช่น โครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้าน Finance Soultion ให้กับลูกค้ากลุ่มธนาคาร, โครงการของกระทรวงมหาดไทย ฯลฯ  คิดเป็นมูลค่ารวมอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท โดยธุรกิจหวังได้รับการคัดเลือกจากผู้ประกอบการให้ได้มากที่สุด เพื่อเสริมรายรับในอนาคต และน่าจะทยอยทราบความชัดเจนเกี่ยวกับผลประมูลโครงการบางส่วนตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้เป็นไป

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ SAMART แบ่งเป็น ธุรกิจทางด้านการวางระบบสื่อสารและโทรคมนาคมของบริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL คิดเป็นตัวเลขประมาณ 55% ส่วนที่เหลืออีก 45% จากธุรกิจให้บริการของบริษัท สามารถ ดิจิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SDC, ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังานแบะสาธารณูปโภค (U-Trans) รวมถึงธุรกิจอื่นๆ

โดยในส่วนของ SDC นั้นปีหน้าจะหันมามุ่งเน้นการงานระบบไอทีของธนาคารพาณิชย์ให้มากขึ้น จากเดมิทีมี กลุ่มธนาคารภาครัฐเป็นหลักๆ ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์,ธนาคารกรุงไทย เป็นต้น ตลอดจนมองงานเซอร์วิสรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิโครงการติดตั้งอุปกรณ์ไวไฟ ทั่วประเทศ หรือ Google Station ซึ่งจับมือ กับ CAT ในการทำตลาด โดย SDC จะมีรายได้จากการเข้าไปหาพื้นที่และติดตั้งอุปกรณ์ไวไฟ พร้อมดูแลรักษาตลอด 5 ปี (นับจากติดตั้ง) โดยตั้งเป้าติดตั้งจำนวน 10,000 จุด ภายในปี 2563  หลังล่าสุดได้บรรลุข้อตกลงกับกรมอาชีวะ ในการติดตั้งอุปกรณ์ไวไฟในสถาบันอาชีวะ 428 แห่ง ซึ่งหากทุกอย่างสำเร็จเชื่อคงช่วยทำให้รายได้ประจำ (Recuring Income) จากเดิมที่ราว 40% ปรับเพิ่มเป็น 50%ในปี 2563