SEAFCOแกร่ง เคาะ11.10บาท งานใหญ่รออยู่

ทันหุ้น –SEAFCO เต็งหนึ่งงานฐานราก มี Backlog ก้อนโตรออยู่ข้างหน้าจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท คาดส่งมอบพื้นที่ในครึ่งปีหลัง 2563 มองงบประมาณแผ่นดินปี 2563 จะช่วยหนุนการเปิดประมูลโครงการภาครัฐ เคาะเป้าซื้อ ชูเป้าหมาย 11.10 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดว่ากำไรสุทธิของบริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO ในไตรมาส 3/2562 จะอยู่ที่ 96 ล้านบาท (-8.8% จากปีก่อน, -5.5% จากไตรมาสก่อน) โดยกำไรที่ลดลงจะเป็นเพราะ 1.งานของโครงการ One Bangkok และรถไฟฟ้า MRT สายสีส้มเสร็จแล้ว และ 2.มีการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการ Mixed Use ของดุสิตแค่บางส่วนเท่านั้น (Figure 9)

ขณะที่คาดว่ารายได้ในไตรมาส 3/2562 จะอยู่ที่ 754 ล้านบาท (-6.9% จากปีก่อน, -2.7% จากไตรมาสก่อน) ในขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงเหลือ 20.4% (จาก 22.0% ในไตรมาส 2/2562) ทั้งนี้คาดว่ากำไรสุทธิงวด 9 เดือน จะอยู่ที่ 318 ล้านบาท (+26.6% จากปีก่อน) คิดเป็น 81.0% ของประมาณการกำไรปีนี้

*มี Backlog ก้อนโตรออยู่

ทั้งนี้จากการที่ CP Holding (CPH) ได้ลงนามในสัญญาโครงการนี้ไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 และคาดว่าจะเริ่มส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างได้ในครึ่งปีหลัง 2563โดยงานเสาเข็มและฐานราก (มูลค่า Backlog 1.2 หมื่นล้านบาท) จะเริ่มได้ในปลายปี 2563 ซึ่งได้รวมงานหนึ่งสัญญาจากโครงการนี้มูลค่า 1.5 พันล้านบาทเอาไว้ในประมาณการแล้ว ภายใต้สมมติฐานว่างานก่อสร้างจะเริ่มได้ในไตรมาส 4/2563 ทั้งนี้ เนื่องจาก SEAFCO มีส่วนแบ่งตลาดงานเสาเข็มและฐานรากสูงที่สุด จึงคาดว่าบริษัทจะได้อานิสงส์มากที่สุด

นอกจากนี้เมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา SEAFCO มีงานในมือ (Backlog) ที่ 2.6 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้แน่นอนสำหรับประมาณการรายได้ปีนี้ และ 35% ของประมาณการรายได้ปีหน้า โดยที่ผ่านมาการประมูลโครงการภาครัฐใหม่ๆ ล่าช้ากว่ากำหนดเล็กน้อยเนื่องจากพ.ร.บ. งบประมาณปี 2563 แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านเป็นกฎหมายได้ในเดือนมกราคม 2563 รัฐบาลก็จะสามารถเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

*ชูเป้าหมายใหม่ 11.10 บ.

โดยคาดว่าการประมูลโครงการภาครัฐจะไปกระจุกกันอยู่ในครึ่งปีหลัง 2563 โดยโครงการที่ถือเป็น High Light ที่ต้องจับตาในปีหน้าได้แก่โครงการรถไฟฟ้า MRT สายสีส้มตะวันตก, รถไฟฟ้า MRT สายสีแดงเข้ม (รังสิต-ธรรมศาสตร์) และรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงใต้

ด้านกลยุทธ์การลงทุน ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และขยับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 11.10 บาท อิงจาก PER เฉลี่ยระยะยาว +1 S.D. ที่ 18.5 เท่า ซึ่งมองว่าโอกาสในการได้ Backlog เพิ่มจากโครงการภาครัฐใหม่ๆ (ทางด่วนพระราม III -ดาวคะนอง, ถนนยกระดับ (บางขุนเทียน-เอกชัย) จะเป็น Upside ในระยะสั้นสำหรับ Backlog ในไตรมาส 4/2562