5 ขั้นตอนสู่ชีวิต “StartUp”

โลกในยุค Disruption นี้ ถ้าให้ทำความเข้าใจกับคำว่า Disruption ก็คือ การที่โลกหยุดชะงัก หลายท่านงงว่า คำว่า “หยุดชะงัก” อะไรคือการ หยุดชะงัก ถ้าให้สรุป ง่ายๆ ก็คือ โลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นใน มนุษย์ ทำให้เกิด ธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ หรือที่เราเรียกว่า Startup หลายท่านคงเห็น ธุรกิจ Startup ใหม่ๆ เติบโตกันอย่างก้าวกระโดด เช่น Uber,Grab,Alibaba เป็นต้น การมาของธุรกิจเหล่านี้ ถูกตั้ง คำถามว่า จะยั่งยื่นและไปต่อได้แค่ไหน จะเป็นสิ่งที่ทำลายบรรดา ผู้ประกอบการธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เคยมีมาในโลกหรือไม่ เรามาดูกันเลยครับว่า การที่เราจะเป็น Startup นั้นต้องทำอย่างไรบ้าง

                ขั้นที่ 1 ปรารถนา

เพราะการมีชีวิตเป็น Startupนั้นต้องเริ่มต้นด้วยอาการคันไม้คันมือ มีความรู้สึกเปี่ยมล้นบางอย่างที่จะทำให้มันออกมา อันที่จริงมันก็ไม่มีใครผิดหรอกที่บางคนคิดว่าอยากจะรวยเป็นพันล้าน แต่ถ้าไม่มีแรงจูงใจที่ชัดเจนที่จะทำให้รวย ก็คงจะไม่สามารถผลักดันสิ่งที่คิด ธุรกิจที่ทำให้ถึงฝันได้ครับ

                ยกตัวอย่าง เจฟฟ์ เบโซส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท Amazon.com ตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจ ออนไลน์ของเขา หลังจากลังเลอยู่นาน ก่อนจะลาออกงานประจำซึ่งทำรายได้ที่สูงมากๆ ให้กับเขาเพื่อไปลองทำธุรกิจใหม่ที่ยังไม่มีใครรับประกันได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

               คำถามที่เขาถามตัวเองก็คือ ถ้าวันนึงเมื่อเขาแก่ตัวลง อายุ 80 แล้วเขาเสียใจที่จะทิ้งเงินเดือนสูงหรือเสียใจพลาดโอกาสได้เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต แม่ว่าจะยังไม่รู้ว่าสำเร็จหรือไม่ก็ตาม

                “มีความรู้เปี่ยมล้นบางอย่างที่อยากจะทำมันออกมาอาจเป็นเพราะความเจ็บปวดจากปัญหาที่ตนเองหรือคนไกล้ตัวเคยได้รับ หรืออาจแรงบันดาลใจที่สะสมมานาน”

                “คุยกับคนให้เยอะๆ โดยไม่ต้องไปกลัวว่าใครขโมยไอเดียไป เพราะถ้าเราคือคนที่หมกหมุ่นมากที่สุดเราจะเป็นคนที่แก้ปัญหาหรือหาทาออกให้กับสิ่งนี้ได้ดีที่สุด”

               ขั้นที่ 2 ไต่ถาม

ถัดมาเมื่อเรารู้แล้วว่าอะไรคือแรงบันดาลใจ อะไรคือปัญหาที่อยากจะแก้ไข เราก็ต้องมาลองหาความารู้เพิ่มเติมว่าแล้วมันเป็ญปัญหาจริงไหม ? ลองคุยกับคนอื่นๆ ว่าเค้ามีปัญหาเหมือนกันไหม เขาคิดกันอย่างไร อาจจะเริ่มต้นจากคนไกล้ๆ ตัว หรือ หาเขาคิดกันอย่างไร อาจจะเริ่มต้นจากคนใก้ลๆ ตัว หรือหสข้อมูลทำสำรวจอย่างจริงจรังจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นลองคุยกับคนให้เยอะๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะไปขโมยไอเดียไป

เพราะถ้าเราคือคนที่หมกหมุ่นกับสิ่งนั้นมากที่สุดเราจะเป็นคนที่แก้ปัญหาหรือหาทางออกให้กับสิ่งนี้ได้ดีที่สุด  นอกจากนั้นการได้พูดคุยกับผู้คน ยังทำให้เราเห็นมุมมอง ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งบางทีเราอาจจะได้ที่ ปรึกษากิตติมศักดิ์โดยไม่รู้ตัวเลยครับ

               “โชว์ Passion ให้ทุกคนได้เห็น เพราะถ้าเราไม่ร้อนแรงพอ โอกาสที่จะทำให้ Startup ของเราส่องสว่างได้้อยตามไปด้วย”

                ขั้นที่ 3 ไฟลุกโซน

เมื่อเราเชื่อมั้นในตัวเราเองแล้ว ข้อมูลก็พร้อม ก็ถึงคราวที่ต้องเปล่งพลังออกมาให้คนอื่นๆ เชื่อเหมือนที่เรา เชื่อบ้างแล้วล่ะ อย่างนี้มันต้องจุดไฟให้โชติช่วงชัชวาลย์ครับ โชว์ Passion ให้ทุกคนได้เห็น เพราะถ้าเราไม่ร้อนแรงพอ โอกาสที่จะทำให้ Startup ของเราส่องสว่างได้ก็น้อยตามไปด้วย เพราะเราต้องอยู่กับมันทุกวัน วันละ 16 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ไปจนกว่ามันจะเกิด (ซึ่งก็ไม่รู้เมื่อไหร่) ดังนั้นเราจึงต้องภูมิใจนำเสนอให้มากๆ ครับ

                “ทำไมเราไม่จุดพลุให้มันสนั่นดังทั่วท้องฟ้าไปเลยล่ะ อย่าไปจ้างคนที่โง่กว่า หัวอ่อนกว่าพูดอะไรก็เชื่อ เพราะสุดท้ายมันจะไม่เกิดการท้าทายสั่งอะไรไปก็ทำ ทำผิดทำถูกก็ไม่รู้ แล้วก็ต้องมาเหนื่อยตาม”

                ขั้นที่ 4 จ้างงาน 

แน่นอนว่าบริษัทห้างร้านที่มีพนักงานดีย่อมได้เปรียบอยู่แล้ว แต่ก่อนที่จะไปหาคนมาช่วย ผออยากจะให้เราคุยกับคน ให้ค้นหาข้อมูล ให้เราโชว์ไอเดียเรา จนเจอจุดที่เรียกว่า Product-Market Fit หรือจุดที่ตลาดตอบรับสินค้า/บริการของเราก่อน จึงหาทางขยับขยายต่อไป เพราะนับจากจุดนี้มันคือการลงทุน ทุกบาท ทุกสตางค์ ต้องคุ้มค่า ซึ่งการจ้างให้คนคุ้มค่านั้น เราจะต้องค้นหาคนที่เก่งกว่าเรา มีความคิดเห็นที่แตกต่าง (แต่ไม่แตกแยก)

เรื่องนี้สำคัญนะครับอย่ไาปจ้างคนที่โง่กว่า หัวอ่อน กว่าพูดอะไรก็เชื่อ เพราะสุดท้ายมันจะไม่เกิดการท้าทาย สั่งอะไรไปก็ทำ ทำผิดทำถูกก็ไม่รู้ แล้วก็ต้องมาเหนื่อยตาม

               ขั้นที่ 5 แรงบันดาลใจ

นี่คือสิ่งที่ทำให้โลกใบนี้หมุนอยู่ครับ “แรงบันดาลใจ” เมื่อเรามีทีม มีเพื่อนร่วมงานแล้ว มันคือเชื้อไฟที่ขาดไม่ได้ คล้ายๆ จะเป็นไวรัสที่ระบาดในองค์กร หน้าที่ของเราคือทำให้ทุกคนถูกกระตุ้นตลอดเวลา ดึงความสามารถของทุกคนออกมาสู่ขั้นถัดไป

“ถ้าเปรียบเทียบกับกีฬาก็คือ ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนหน้าที่จากผู้เล่นไปเป็นโค้ช หน้าที่ของเราคือทำให้ทุกคนถูกกระตุ้นตลอดเวลาดึงความสามารถของทุกคนออกมาสู่ขั้นตอนถัดไป”

***************

Reference :ดร.วิลาส ฉ่ำเลิศวัฒน์