SNAPSHOT : VL

VL บริษัท วี.แอล. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)

Company Background

บริษัท วี.แอล. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด มหาชน (“บริษัทฯ”) เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2534 โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1,000,000 บาท และต่อมาในปี 2536 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 6,000,000 บาท ประกอบธุรกิจให้บริการขนส่ง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ ทางเรือทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ให้บริการขนส่งแก่คู่ค้าที่เป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ เช่น บมจ. เอสโซ่ (ประเทศไทย), บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น, บจก. เชฟรอน  บจก.เชลล์แห่งประเทศไทย  และบมจ. ไออาร์พีซี  เป็นต้น ซึ่งสินค้าหลักแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันเตา น้ำมันใส น้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันปาล์ม

ณ ปัจจุบัน บริษัทมีกองเรือเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจจำนวน 13 ลำ โดยมีน้ำหนักบรรทุกเรือรวมเท่ากับ 41,524 DWT และมีอายุเฉลี่ยของกองเรือที่ 16 ปี

Key Development of Company

2536 บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 6 ลบ. และมีเรือให้บริการกับ บมจ. เอสโซ่ (ประเทศไทย) เป็นลำแรก ชื่อเรือ VL 1

2539       บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 10 ลบ. เริ่มให้บริการกับคู่ค้าต่างประเทศ

2547       บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 37 ลบ. เริ่มให้บริการขนส่งกับกลุ่มคู่ค้า บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น

2551       บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 42 ลบ. เริ่มให้บริการขนส่งกับกลุ่มคู่ค้า บจก. เชฟรอน

2559       บริษัทฯ มีการปรับโครงสร้างบริษัทใหม่โดยการควบรวมกิจการของบจก. ชุติภา มารีนออยล์ ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานเดียวกัน

2561       บริษัทฯ แปรสภาพเป็นมหาชนจำกัด และมีการเพิ่มทุน จาก 300 ลบ. เป็น 400 ลบ.

Business Plan

บริษัทฯ มีแผนจะใช้เงินทุนที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ  ในการเพิ่มศักยภาพการให้บริการในเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อขยายตลาดเรือขนส่งสินค้า ให้บริการในเส้นทางการเดินเรือใหม่  รวมถีงขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีโอกาสเติบโตสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ กำไร อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยมีโครงการที่สำคัญระหว่าง 2 – 3 ปี ข้างหน้า สรุปได้ดังต่อไปนี้

  1. การต่อเรือใหม่เพื่อทดแทนเรือลำเดิมที่มีอายุใกล้ปลดระวาง และลดอายุกองเรือเฉลี่ย เพื่อเพิ่มศักยภาพและปริมาณการขนส่งสินค้า และมีแผนต่อเรือใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม
  2. การขยายกองเรือ เพื่อขยายการให้บริการขนส่งสินค้าในเส้นทางการเดินเรือใหม่ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ขยายฐานปริมาณการขนส่งสินค้าจากกลุ่มลูกค้าเดิม

Investment Highlight

2561       ซื้อเรือมือสองเพิ่ม 1 ลำ ขนาด 5,000 DWT เพื่อขยายการขนส่งให้บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น และต่อเรือใหม่เพิ่ม 1 ลำ ขนาด 2,800 DWT ณ สิ้นปี มีจำนวนเรือทั้งสิ้น 12 ลำ ขนาดนำ้หนักบรรทุกรวม 35,081 DWT

2562       ซื้อเรือมือสองเพิ่ม 1 ลำ ขนาด 5,000 DWT เพื่อขยายการขนส่งในต่างประเทศ และแผนการต่อเรือใหม่ขนาด 2,800 DWT ทำให้กองเรือมีจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้นเป็น 13 ลำ มีน้ำหนักบรรทุกรวม 41,524 DWT

2563       จากการต่อเรือใหม่ ในปี 2561 และ 2562 ทำให้กองเรือของบริษัทขยายขึ้นเป็นจำนวน 14 ลำ มีน้ำหนักบรรทุกรวม 44,547 DWT และบริษัทวางแผนจะต่อเรือเพิ่มอีก 1 ลำ ขนาด 6,000 DWT

2564       กองเรือVL มีการเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 15 ลำ มีน้ำหนักบรรทุกรวม 50,547 DWT จากการต่อเรือ 6,000 DWT ในปี 2563

Risk Factor

ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์      ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงคู่ค้ารายใหญ่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ หากคู่ค้ารายใหญ่หยุดการประกอบธุรกิจชั่วคราวหรือการบอกเลิกจ้างบริษัท แต่เนื่องจากความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่าเหตุการณ์ในการประกอบธุรกิจจะไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังมั่นใจว่ามาตรฐานการขนส่งที่เน้นด้วยคุณภาพ ความปลอดภัย ความตรงต่อเวลาในการขนส่ง และความสัมพันธ์อันดีที่มีอย่างยาวนานมากกว่า 20 ปี ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจและต่อสัญญาระยะยาวอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งบริษัทยังได้วางแผนที่จะเพิ่มการขนส่งในคู่ค้ารายอื่นๆ

ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน        น้ำมันในการดำเนินการให้บริการขนส่งยังเป็นต้นทุนหลักที่สามารถส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท เนื่องจากราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดโลกซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท ดังนั้นในการจัดทำสัญญาให้บริการกับคู่ค้า บริษัทได้พิจารณาในส่วนของต้นทุนค่าน้ำมันเพื่อประเมินว่ามีความคุ้มค่าของการให้บริการ ทั้งนี้หากเกิดการผันผวนของราคาน้ำมันเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ระหว่างช่วงอายุสัญญา บริษัทสามารถเจรจากับคู่ค้าเพื่อขอปรับอัตราค่าบริการได้ ความเสี่ยงดังกล่าวจึงไม่กระทบต่อผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งบริษัทยังได้มีการวางมาตรการควบคุมการใช้น้ำมันให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดโดยการกำหนดความเร็วของเรือให้เหมาะสมและไม่กระทบต่อระยะเวลาการขนส่ง

ความเสี่ยงด้านการเงินและบัญชี     ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนโดยบริษัทมีรายได้จากการขนส่งระหว่างประเทศมีการชำระเป็นสกุลเงินดอลล่าร์ ดังนั้นบริษัทจึงมีการบริหารจัดการโดยการแบ่งค่าใช้จ่ายบางส่วนไว้เป็นสกุลเงินดอลล่าร์ หรือการซื้อขายที่เป็นสกุลเงินดอลล่าร์ เช่น การลงทุนซื้อเรือ บริษัทจะมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับสกุลเงินนั้นๆไว้

 

บิ๊กVLกางแผนธุรกิจปี2563 ทุ่ม530ล้านซื้อเรือขนส่งเพิ่ม

ทันหุ้น – “ชุติภา กลิ่นสุวรรณ” บอสใหญ่ VL กางแผนธุรกิจปี 63 เตรียมอัดฉีดเม็ดเงิน 530 ล้านบาท ซื้อเรือใหม่เพิ่ม 2 ลำ พร้อมตั้งเป้าดันรายได้โต 30% จากการรับรู้รายได้ให้บริการใหม่ ล่าสุดเซ็นสัญญากับ “เชฟรอน” เป็นเวลา 13 ปี ส่วนปีนี้มั่นใจรายได้วิ่งชนเป้าโต 10% ตามแผน

นางชุติภา กลิ่นสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี.แอล. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ VL เปิดเผยว่า ในปี 2563 บริษัทมีแผนจะเพิ่มเรือเพื่อให้บริการขนส่งสินค้าอีก 2 ลำ ขนาดลำละ 2.8 พันเดทเวทตัน (DWT) โดยจะใช้งบซื้อเรือลำละ 265 ล้านบาท หรือรวมเป็นเงิน 530 ล้านบาท สำหรับเรือลำแรกจะให้บริการขนส่งสินค้ากับลูกค้าเก่า ซึ่งจะเริ่มสัญญาตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป ส่วนเรืออีก 1 ลำ จะใช้สำหรับให้บริการลูกค้าใหม่ในช่วงไตรมาส 4/2563 ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจา คาดจะเห็นความชัดเจนต้นปี 2563

เป้ารายได้โต 30%

ส่วนทิศทางการเติบโตของรายได้ บริษัทคาดจะเติบโตประมาณ 30% ต่อจากปี 2562 โดยการเติบโตจะมาจากการรับรู้รายได้การให้บริการใหม่ รวมถึงกลุ่มลูกค้าเก่า อย่างไรก็ดีบริษัทตั้งเป้าการเติบโตในช่วง 3-5 ปี มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 30-50%

ล่าสุดบริษัทได้เซ็นสัญญาว่าจ้างขนส่งน้ำมันให้กับ บริษัท เชฟรอน(ไทย) จำกัด เป็นระยะสัญญา 13 ปี ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาวที่สุดเท่าที่บริษัทเคยรับบริการขนส่งน้ำมัน ทั้งนี้งานดังกล่าวจะสนับสนุนสัญญาการจ้างขนส่งน้ำมันระยะยาว หรือ Contract of Affreightmentหรือ COA เพิ่มขึ้นเป็น 83% จากก่อนหน้าที่ 70% ส่วนในปี 2563 มีโอกาสที่ COA จะเพิ่มขึ้นไปถึง 100% ตามการรับจ้างขนส่งน้ำมันจากลูกค้าใหม่ และการต่อสัญญาลูกค้าเก่า

“ตามที่เราเขียนในข้อมูลไฟลิ่งก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาด เรามีแผนจะซื้อเรือเพิ่มขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 1 ลำส่วนในปี 2563 บริษัทจะเพิ่มเรือจำนวน 2 ลำ ซึ่งเป็นเรือต่อใหม่ โดยใน 1 ลำจะเริ่มให้บริการและรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป และทำให้เรามีรายได้เข้ามาเต็มปี ส่วนอีก 1 ลำ คาดจะเริ่มให้บริการได้ในช่วงไตรมาสสุดท้าย หรือในไตรมาส 4/2563”นางชุติภา กล่าว

ผลงานมาตามนัด

ส่วนภาพรวมปีนี้บริษัทมั่นใจรายได้จะเติบโตได้ 10% ตามแผน ปัจจุบันบริษัทมีเรือให้บริการขนส่งสินค้าทั้งหมด 13 ลำ ขนาดบรรทุกน้ำหนักรวม 4.15 หมื่นเดทเวทตัน และมีอัตราการให้บริการเรือทั้งสิ้น 100% และบริษัทคาดจะรับเรือใหม่เพิ่มอีก 1 ลำ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการต่อเรือ ส่วนงบลงทุนขึ้นอยู่กับน้ำหนักบรรทุกของเรือโดยขนาด 3 พันเดทเวทตัน (DWT) จะใช้งบราว 250 ล้านบาท/ลำ และขนาด 5 พันเดทเวทตัน (DWT) จะใช้งบมากกว่า 250 ล้านบาทขึ้นไป อนึ่ง 6 เดือนแรกบริษัทมีรายได้แล้ว 367.62 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 40.51 ล้านบาท

นางชุติภากล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/2562 คาดจะเติบโตดีกว่าไตรมาส 3 เพราะเป็นโลวซีซั่นของธุรกิจ ประกอบกับลูกค้าต้องการเร่งปิดงาน ทำให้บริษัทจำเป็นต้องขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้มากกว่าปกติ ขณะเดียวกันบริษัทมองภาพรวมการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัว จะไม่กระทบต่อภาพรวมการขนส่งของบริษัท เนื่องจากบริษัทเป็นผู้รับส่งสินค้า และมีสัญญาระยะยาวจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) บริษัทได้ชำระหนี้แก่สถาบันทางการเงินไปแล้ว 40 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลงเหลือ 40 ล้านบาท/ปี จากเดิมที่ราว 50 ล้านบาท/ปี และจะทยอยชำระคืนหนี้ทั้งหมด 200 ล้านบาท ตามแผนงาน