ประกาศิตบิ๊ก TOP กำไร1พันล.ดอลล์

ทันหุ้น – TOP ตั้งเป้าปี 2573 กำไรสุทธิแตะ 1 พันล้านดอลลาร์ จากปี 61 ที่ 312 ล้านเหรียญ บุกขยายโรงกลั่น ควบคู่ ปิโตรเคมี เผยโครงการ CFP ช่วยหนุน GIM เพิ่มอย่างน้อย 4 ดอลลาร์ คาดค่าการกลั่นไตรมาส 4 และปี 63 ฟื้นตัว จากดีมานต์ยังเติบโต มาตรการIMO หนุน

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า บริษัทวางเป้าหมายกำไรสุทธิปี 2573 จะทำได้ราว 1 พันล้านเหรียญ จาก 312 ล้านเหรียญในปี 2561 ตามแผนตามแผนการขยายธุรกิจรอบด้าน สำหรับปัจจุบันโครงสร้างกำไรของไทยออยล์ จะมาจากธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมราว 60% ,ธุรกิจอะโรเมติกส์และธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานราว 23% ,ธุรกิจไฟฟ้า ราว12% และอื่นๆประมาณ 5%

*เดินหน้าขยายการลงทุนต่อ

นายวิรัตน์ ยอมรับว่า อุตสาหกรรมปิโตรเลียมเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกดิสรัป จากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก การพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานพลังงาน ทำให้บริษัทต้องวางแผนกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  ประกอบไปด้วย 1.Strengthen the core (ธุรกิจการกลั่นน้ำมัน และธุรกิจไฟฟ้า)ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตและอัพเกรดผลิตภัณฑ์ ผ่านโครงการ พลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) นอกจากนี้ยังต้องการมีรายได้ที่มั่นคงจากธุรกิจไฟฟ้าและการบริหารสินทรัพย์และการลงทุนอย่างมีประสิมธิภาพ 2.Value Chain Enhancement (ธุรกิจเคมี) โดยดำเนินการขยายห่วงโซ่อุปทานผ่านความร่วมมือและการร่วมลงทุน ทั้งในโครงการCPF และการขยายธุรกิจต่อเนื่องทั้ง ของ อะโรเมติกส์ ,โอเลฟินส์ เน้นผลิตพิเศษมูลค่าสูง(Hight Value Specialty Product) และ 3.Seed the Options (ธุรกิจนวัตกรรม) โดยจะดำเนินเข้าสู่ธุรกิจใหม่ผ่านทางการวิจัยและพัฒนาร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพ ในธุรกิจที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีด้านการผลิต ,เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและพัฒนาคุณภาพชีวิต และเทคโนโลยีเปลี่ยนธุรกิจปิโตรเคมี ทั้งนี้จากการวางแผนกลยุทธ์ข้างต้น

ทำให้ในปี 2573 ตั้งเป้าจะมีสัดส่วนกำไรตามธุรกิจหลักของบริษัท โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมราว40% ,ธุรกิจอะโรเมติกส์และธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานราว40% ,ธุรกิจไฟฟ้า ราว15% และอื่นๆประมาณ 5%

ส่วนแผนการลงทุนในอนาคตของบริษัทและแผนการจัดหาเงินทุน ในปี 2562-2566 จะให้ความสำคัญกับโครงการ  CFP มูลค่าลงทุนประมาณ 4,825 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินบาทที่ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท เพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นน้ำมันให้สามารถเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมัน จากปัจจุบัน  2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 4 แสนบาร์เรลต่อวัน  นอกจากกำลังผลิตเพิ่มขึ้นยังจะสนับสนุนให้GIM เพิ่มอย่างน้อย 4 ดออลาร์ต่อบาร์เรล  ทั้งนี้เงินลงทุนในโครงการCFP นั้นใช้ในปีนี้ราว 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะใช้ปีหน้าราว1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

*คาดค่าการกลั่นฟื้นตัว

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการคาดว่าปีนี้อาจจะไม่ดีเท่าปีที่ผ่านมีการปิดซ่อมบำรุงและค่าการกลั่นที่ลดลงในช่วงครึ่งปีแรก แต่คาดว่าค่าการกลั่นไตรมาส4/2562 จะปรับตัวดีขึ้น จากความต้องการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว อีกทั้งปริมาณการสำรองน้ำมันสำเร็จรูปจะปรับตัวลดลงในช่วงการปิดซ่อมบำรุงประจำปีก่อนฤดูหนาว

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบไตรมาส4/2562 คาดว่าจะอยู่ที่ 56-61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนปี 2563 คาดว่าค่าการกลั่นจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง จากมาตรการ  ส่วนราคาน้ำมันดิบปี2563 คาดว่าจะเคลื่อนไหวราว58-63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นอกจานี้บริษัทยังเตรียมความพร้อมสอดคล้องกับtนโยบายรัฐ อย่างเช่นโครงการการกำหนดใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 ซึ่งบริษัทก็มีความพร้อมที่จะผลิตน้ำมันB10