ยังไม่ไว้ใจเทรดวอร์ แนะเข้าหุ้นปันผลดี

ทันหุ้น—โบรกเกอร์มองปัญหาสงครามการค้ายังมีความไม่แน่นอนสูง และยังเป็นปัจจัยกดดันตลาด แม้ขณะนี้สถานการณ์จะผ่อนคลายบ้างก็ตาม แนะนักลงทุนให้เลือกลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผลดี แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/62 เติบโต และราคาหุ้นยังมี upside  ชูหุ้น LH-SPALI-MAJOR และ JWD

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน แม้ระยะสั้นจะผ่อนคลายลง แต่เชื่อว่าระยะยาวยังมีโอกาสยืดเยื้อ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนขณะนี้แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลที่ดี โดยจ่ายในอัตราที่เกินกว่า 4% ต่อปี รวมถึงมีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2562 คาดว่าจะออกมาดี และราคาหุ้นยังมี upside  จากราคาเป้าหมาย

โดยหุ้นที่จ่ายเงินปันผลดีก็จะกระจายอยู่ในหลายกลุ่ม แต่ที่แนะนำให้ขณะนี้จะประกอบด้วยหุ้นบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH, หุ้นบริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) หรือ SPALI , หุ้นบริษัท  เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR และหุ้น บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ซึ่งเชื่อว่าเป็นหุ้นที่สามารถลงทุนได้ในช่วงที่ตลาดผันผวน และสามารถให้ผลตอบแทนที่ดี

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอซีย พลัส ได้ประเมินสถานการณ์สงครามการค้ามีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปลายปี 2563 ได้ แม้การเจรจา 2 ฝ่ายจะผ่อนคลายลงในขณะนี้  แต่ประเมินว่ารูปแบบจะเป็นลักษณะผ่อนคลาย สลับการตึงเครียดไปเรื่อยๆ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ผลการเจรจาการค้าล่าสุดที่ผ่อนคลายลงบางส่วน โดยมีข้อสรุปเบื้องต้น หลังจากที่สหรัฐยินยอมเลื่อนการขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับจีนจาก 25% เป็น 30%  ออกไป  ออกไปอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมที่กำหนดจะเก็บเพิ่มในวันที่ 15 ต.ค.2562 ขณะที่จีน ให้สัญญาว่าจะนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ และยินดีทำสัญญาข้อตกลงกับสหรัฐในหลายประเด็น เช่นการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน การละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาเป็นต้น และจีนยังแสดงท่าทีว่าต้องการเจรจาเพิ่มเติมกับสหรัฐในช่วงปลายเดือน ต.ค.2562 นี้ด้วย

**ชู 3 ธีมลงทุน

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองว่าสถานการณ์สงครามการค้าขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนขณะนี้จะแนะนำให้หาจังหวะสะสมหุ้น เมื่อดัชนีปรับตัวลงมาในบริเวณ 1,600 จุด และหากดัชนีปรับตัวขึ้นมาทดสอบบริเวณ 1,650 จุดให้ลดพอร์ตการลงทุนลง โดยชู 3 ธีมการลงทุน ได้แก่หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond yield ต่ำ เช่นกลุ่มไฟแนนซ์ ได้แก่หุ้นบริษัท เอส 11 กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ S11, หุ้นบริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)หรือ THANI, หุ้นบริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  หรือ CHAYO และหุ้นบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT

รวมถึงหุ้นสาธารณูปโภค ได้แก่หุ้นบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ RATCH, หุ้นบริษัท ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH และบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EASTW และกลุ่มสื่อสาร ได้แก่ หุ้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)หรือ ADVANC  และหุ้นบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH  ซึ่งรวมถึงหน่วยลงทุนประเภทกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และทรัพย์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

ธีมที่สองได้แก่หุ้นในกลุ่มน้ำมัน เช่นหุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ PTTEP มองว่าหลังราคาน้ำมัน Brent ปรับลงต่ำกว่ากรอบล่างที่ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว ทำให้มองว่า downside มีจำกัด ดังนั้นจึงมีความน่าสนใจลงทุน

และธีมที่สามได้แก่หุ้นในดัชนี SET50 ที่ปรับลงมาแรง เพื่อคาดหวังการรีบาวด์ตั้งแต่กลางเดือนนี้เป็นต้นไป  เช่นหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC, หุ้นธนาคาร กสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK และหุ้นบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL เป็นต้น