เปิดจุดเปลี่ยนRML ชูโปรเจก6.5หมื่นล.

ทันหุ้น-เปิดแผนชัด RML กับการเดินเกมยุคกลุ่มสิงคโปร์ผนึกเคพีเอ็น ผุดโปรเจก 6.5 หมื่นล้าน ไม่แคร์ภาวะอสังหาฯ  ชี้เข้าใจตลาดลักชัวรี่ พร้อมปิดจุดอ่อนรายได้ไม่ต่อเนื่อง ประกาศเปิดโปรเจกทุกปีเกินหมื่นล้าน สร้างโรงแรมพันห้อง อาคารสำนักงานแสนตร.ม. ตั้งเป้า 5 ปีรายได้หมื่นล้าน ด้าน กฤษณ์ ณรงค์เดช ไม่แคร์ราคาหุ้น ชี้มองระยะยาว

ไม่บ่อยนักที่จะเห็น “บริษัทอสังหาริมทรัพย์” ประกาศลุยโครงการอย่างหนักช่วงนี้ แต่สำหรับ “บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน)” หรือ RML”ภายใต้การผนึกกับระหว่าง “กลุ่มทุนสิงคโปร์ JS ASSET”และ “ตระกูลดังณรงค์เดช กลุ่มเคพีเอ็นแลนด์”  กลับเร่งโปรเจกต์โครงการอย่างเด่นชัด หลังจากได้สูตรผสมที่ลงตัว

นั้นคือ ความสามารถด้านการขาย จาก RML และ สินทรัพย์ที่เป็นทำเลทองและวิสัยทัศน์การก้าวกระโดดด้านอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่ม เคพีเอ็น มาอยู่ด้วยกัน!

นายไลโอเนล ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RMLยอมรับกับ “ทีมงานทันหุ้น” ว่า เหตุที่ช่วงก่อนหน้านี้ RML เปิดโปรเจกเว้นช่วง สร้างความไม่ต่อเนื่องของรายได้ เพราะอยู่ในช่วงการหาพาร์เนอร์ที่แข็งแกร่งในไทย ซึ่งเมื่อได้“กลุ่มณรงค์เดช” เข้ามา และมีที่ดินทำเลดี ทำให้ได้มีการวางแผน การเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

ขณะนี้บริษัทมีโครงการที่จะเปิดขายสูงถึง 65,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัย 31,000 ล้านบาท และ ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) อาทิ โรงแรม, อาคารสำนักงาน ฯลฯ  อีก  31,000 ล้านบาท ส่งผลให้ใน 5 ปีจากนี้ บริษัทจะมีรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท เป็นรายได้ประจำ 3,000 ล้านบาท หรือ 30% ในปี 2566 จากปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ในส่วนนี้ 12% ของรายได้ 2.9 พันล้านบาท หรือราว 350 ล้านบาท

@ผุดอสังหาขายหมื่นล./ปี

สำหรับโครงการที่อยู่อาศัย นาย ไลโอเนล ลี ระบุว่า จากนี้ไป บริษัทมีแผนเปิดโครงการอย่างน้อยปีละ 2 โครงการ มูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท โดยปีหน้าเตรียมที่จะเปิด 2 โครงการรวมมูลค่า 12,000 ล้านบาท หนึ่งในนั้นเป็นโครงการสุขุมวิท 38 โดยไม่กังวลกับสภาวะความซบเซาของอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของบริษัทเป็นกลุ่มลักชัวรี่อยู่แล้ว ซึ่งบริษัทนับว่ามีมาร์เก็ตแชร์สูงสุดในกลุ่มนี้ราว 16% โดยบริษัทมีความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า และ เข้าใจเทรนด์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยอดขายของบริษัทโดดเด่น

ล่าสุดในการขาย  The Loft Ratcahthewiบริษัทได้วางกลยุทธ์เปิดขายโดยไม่มีโชว์รูมแค่ 3 วัน และปิดการขาย ก่อนที่จะสร้างโชว์รูมเปิดขายใหม่ปีหน้า และปรับเพิ่มราคาอีก 10% เพื่อที่จะสร้างความต้องการ ซึ่งทำให้มียอดพรีเซลเข้ามาราว 30% โดยเชื่อว่าหลังเปิดโชว์รูมขายแล้วจะมียอดพรีเซลรวม 50%

@ปั้นโรงแรม-อาคารสำนักงาน

ในส่วนธุรกิจรายได้ประจำนั้น ตั้งเป้ามีจำนวนห้องโรงแรมที่ให้บริการขยับเพิ่มเป็น 1,000 ห้องภายในปี 2565 และมีรายได้ส่วนนี้ราว 1 พันล้านบาท และยังมี โครงการอาคารสำนักงาน (ออฟฟิศ) ให้เช่าอย่างต่อเนื่อง หวังให้มีพื้นที่เช่าเพิ่มเป็น 120,000 ตารางเมตร รายได้มากกว่า 1 พันล้านบาท  ปัจจุบันบริษัทได้ร่วมทุนกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ “Mitsubishi Estate” จากญี่ปุ่น ใน โครงการ “One City Centre” (OCC) มูลค่าลงทุนกว่า 8.8 พันล้านบาท และมีพื้นที่ให้เช่าราว 61,000 ตารางเมตรไปคาดเปิดบริการได้ไตรมาส 4/2565

อย่างไรก็ดีในปี 2563   บริษัทจะมีการเปิด KICH HOTEL ซึ่งเป็น FOOD HOTEL มีจุดเด่นด้านการรองรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการกิน จำนวน 72 ห้องพัก บริเวณถนนเจริญนคร ซึ่งจะสร้างรายได้ราว 40 ล้านบาทและยังเตรียมสร้าง โรงแรมบริเวณสุขุมวิท ด้วนคอนเซปท์New Age Hotel อีก 220 ห้อง สร้างเสร็จปี 2566ขณะที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจะมีการเปิดสาขาในอาเซียน ตั้งเป้ารายได้ 1 พันล้านบาท

นายไลโอเนล ลีบอกว่า การขยายโปรเจกส์ที่สูงถึง 6 หมื่นล้านบาทนั้น จะไม่มีการเพิ่มทุน เนื่องจากบริษัทมีทุนเพียงพอ มีหนี้สินต่อทุนเพียง 0.98 เท่า ซึ่งสามารถขยายได้ถึง 1.5 เท่า และโครงการหลายโครงการจะมีพาร์เนอร์เข้าร่วมลงทุนด้วย ทั้งกลุ่มญี่ปุ่น ฮ่องกง ซึ่งบริษัทจะถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 60%

สำหรับปีหน้าบริษัทตั้งเป้ารายได้ราว 4 พันล้านบาท ผลมาจากธุรกิจมี Backlog จากโครงการคอนโดมิเนียมต่างๆ ที่รอโอนเป็นจำนวนมากถึง 8.01 พันล้านบาท โดยคาดน่าจะสามารถรับรู้รายได้ปีหน้าราว 3.2 พันล้านบาท

@ ไม่หวั่นราคาหุ้น RML

ด้านนายกฤษณ์ ณรงค์เดช ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานกรรมการบริษัท RML เปิดเผย กับ “ทีมงานทันหุ้น”ว่า จากโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาค่อนข้างมั่นใจจะทำให้การเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่ง RML มีจุดเด่นในด้านการขายอสังหาริมทรัพย์ลักชัวรี่ ที่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันผู้บริหาร โดย “นายไลโอเนล ลีก็มีประสบการณ์ทั่วโลก และมองภาพของอสังหาริมทรัพย์ออก เข้าใจด้านพฤติกรรมผู้บริโภค

ดังนั้นการที่ราคาหุ้นร่วงต่ำลงมากว่ามูลค่าที่แลกหุ้นในระดับ 1.80 บาท ไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เพราะเป็นการมองภาพระยะยาวและสุดท้ายมูลค่าหุ้นก็จะสะท้อนออกมาเองตามรายได้และกำไรของบริษัท