ราคาทองคำยังไม่หยุดเท่านี้ เพราะความต้องการเพื่อการลงทุนล้นหลาม

แม้ความต้องการทองคำเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับจะเริ่มชะลอตัว จากการนำเข้าของอินเดียที่ถูกกดันด้วยการปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำจาก 2.5% เป็น 12.5% ซึ่งส่งผลให้ยอดนำเข้าเดือน ก.ค. 62 ลดลง 39% QoQ และ 49% YoY เหลือ 37.7 ตัน  และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในเดือน ส.ค. 62 แต่ด้วยความต้องการเพื่อการลงทุนที่เร่งตัวขึ้นมาก

ทั้งนี้ สะท้อนมายัง (1) ยอดซื้อทองคำของกองทุน ETF ในเดือน ส.ค. 62 ที่เพิ่มขึ้นสุทธิ 122.3 ตัน จากที่เพิ่มขึ้นสุทธิเพียง 55.1 ตันในเดือน ก.ค. 62 ทำให้ยอดสะสม YTD เพิ่มขึ้นสุทธิ 292.2 ตัน จากที่เพิ่มสุทธิเพียง 69 ตันในทั้งปี 2561 ซึ่งถือเป็นการซื้อสุทธิสูงสุดในรอบ 3 ปี (2) สถานะ Long สุทธิของ Gold Futures ในตลาด COMEX เร่งตัวขึ้นเป็น 1,134.34 ตัน สูงสุดในรอบ 3 ปี (3) สภาพคล่องตลาดทองคำสูงสุดเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยอยู่ที่ 1.12 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ/วัน เป็นรองเพียงตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น และตลาดหุ้น S&P500 ทำให้โครงสร้างตลาดยังมีลุ้นเป็นอุปสงค์ส่วนเกินใน 2H62 ซึ่งความต้องการเพื่อการลงทุนและสภาพคล่องที่เร่งตัวขึ้นมาก จะทำให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวเชิงบวก หรือปรับตัวลงยากเช่นนี้ต่อไป

ราคาทองคำและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯมักเคลื่อนไหวผกผันกัน จากคุณสมบัติที่สามารถใช้เป็นแหล่งพักเงินทดแทนกันได้ เพราะฉะนั้น การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ จึงมักเป็นตัวแปรที่กดดันราคาทองคำ แต่ผลกระทบล่าสุดเริ่มเห็นถึงที่ลดลง ในทางตรงข้าม ด้วยสภาพคล่องของตลาดทองคำที่สูงมากกว่าตลาดหุ้น จึงน่าจะเป็นทางเลือกในการซึมซับแรงขายของพันธบัตรสหรัฐฯ ได้ดีกว่าตลาดการเงินอื่น (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรขึ้น หมายถึงราคาพันธบัตรกำลังปรับตัวลง) ราคาทองคำและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ จึงอาจกลับไปเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วง 2H60 ซึ่งราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% YoY และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 30 bps.

ถ้าพิจารณาจาก Balance Sheet ของเฟดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 3 ก.ย. 62 มาอยู่ที่ 3.77 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯในปัจจุบัน เทียบกับจุดต่ำสุดเมื่อ 27 ส.ค. 62 ที่ 3.76 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 1 ปี 9 เดือน เราคาดว่าเฟดจะกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงินอีกครั้ง และเมื่อผนวกกับการกลับมาซื้อสินทรัพย์ของ ECB เดือนละ 2 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้นจะเป็นบวกกับราคาทองคำอย่างมาก แต่ถ้าไม่เป็นไปตามคาด คือ เฟดยังไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อาจเห็นราคาทองคำพลิกกลับมาทรุดตัวลงหา $1,450/Oz

อัตราส่วนราคาทองคำ : S&P500 ยังยืนเหนือ 0.50 เท่า, อัตราส่วนราคาทองคำ : Dollar Index ยังยืนเหนือ 15 เท่า, และอัตราส่วนราคาทองคำ : ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯยังยืนเหนือ 14 เท่า ซึ่งล้วนเป็นระดับที่สะท้อนภาวะ Outperform ของทองค เมื่อเทียบกับพันธบัตร หุ้น และเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ จึงยังป็นไปได้ที่ในแง่ของ Asset Allocation จะมีการกระจายเงินลงทุนมาในทองคำมากขึ้น โดย Upside เพิ่มเติมหลังจากนี้คือ โอกาสเกิดสงครามในตะวันออกกลาง คาดกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 1 เดือนข้างหน้าที่ $1,450-1,600/Oz