IVL

IVL

ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1620-1625 จุด หลังจากฟื้นตัวเหนือแนวรับที่ระดับ 1600 จุด แต่เมื่อพิจารณาการปรับตัวลดลงหลุดแนวรับสำคัญของแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาวที่ 1630 จุดลงไป ทำให้โครงสร้างในระยะยาวของ SET Index ยังคงมีความเสี่ยงในการปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 1550 จุด

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจวันนี้ คือ หุ้น IRPC หรือ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)  กลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจ 1) ธุรกิจปิโตรเลียม โดยมีโรงกลั่นน้ำมันอยู่ที่ จ. ระยอง เพื่อผลิตและจำหน่าย น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน และน้ำมันเตา เป็นต้น 2) ธุรกิจปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอื่นๆ จำหน่ายให้ผู้ประกอบการนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูปชนิดต่างๆ 3) ธุรกิจท่าเรือและถังเก็บผลิตภัณฑ์ ให้บริการท่าเทียบเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานสากล 4) ธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สิน เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินในส่วนที่เป็นที่ดินเปล่า

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ปี 2562 กำไรสุทธิ 506 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.02 บาท กำไรเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 4,049 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.20 บาท

ส่วนผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2562 มีรายได้รวม 125,562 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 660 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.03 บาท กำไรลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 61 ที่มีรายได้รวม 138,136 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,802 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.33 บาท

นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) เปิดเผยว่า แนวโน้มกำไรสุทธิในครึ่งหลังของปี 62 จะดีกว่าครึ่งปีแรกที่ทำได้ 660 ล้านบาท หลังมองว่าธุรกิจกลั่นน้ำมันจะดีขึ้นรับปัจจัยบวกจากเกณฑ์ใหม่ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ที่กำหนดให้เรือเดินสมุทรใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ 0.5% จากเดิม 3.5% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.63 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลเพิ่มขึ้น หนุนให้ส่วนต่าง (สเปรด) ราคาน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ส่วนอัตรากำไร (มาร์จิ้น) ปิโตรเคมียังน่าจะทรงตัว หลังยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ากดดันราคา

ขณะที่เป้าหมายกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ,ภาษี,ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในปี 63 ที่ระดับ 2.9 หมื่นล้านบาท หรือเทียบเท่าความสูงของยอดขาย EVEREST นั้น น่าจะเป็นไปได้ยากภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ทั่วโลกเผชิญกับสงครามการค้ากดดันให้ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันและปิโตรเคมีมีความผันผวน โดย EBITDA ในปี 61 ทำได้ 1.83 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ระดับ 4.66 พันล้านบาท

ปัจจัยบวกจากเกณฑ์ใหม่ของ IMO เริ่มสะท้อนให้เห็นจากสเปรดน้ำมันดีเซลและน้ำมันดิบที่ปัจจุบันอยู่ราว 17 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 12.4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในไตรมาส 2/62 เป็นผลจากความต้องการใช้น้ำมันดีเซลมาผสมในน้ำมันเตาเพื่อให้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ หลังจากปัจจุบันสิงคโปร์เริ่มเก็บสต็อกน้ำมันเตากำมะถันต่ำแล้ว ขณะที่สเปรดน้ำมันเบนซินและน้ำมันดิบ ปรับขึ้นมาที่กว่า 12 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 7.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากการที่จีนส่งออกน้ำมันเบนซินน้อยลง

ทั้งนี้ บริษัทสามารถผลิตน้ำมันเตากำมะถันต่ำได้ โดยมีขีดความสามารถได้สูงถึง 6 หมื่นตัน/เดือน โดยในเดือนก.ค.เริ่มส่งออกน้ำมันเตากำมะถันต่ำไปแล้ว 1.5 หมื่นตันเป็นรายแรกของไทย

สำหรับช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าจะมีการกลั่นน้ำมันในระดับ 2.05-2.06 แสนบาร์เรล/วัน สูงกว่าในครึ่งปีแรกที่กลั่นน้ำมันเฉลี่ย 2.03 แสนบาร์เรล/วัน โดยในช่วงไตรมาส 3/62 คาดว่าจะกลั่นน้ำมันราว 2 แสนบาร์เรล/วัน แม้ว่าจะมีหยุดซ่อมบำรุงโรงงานแปรสภาพคอนเดนเสทเรสซิดิว (ADU1) กำลังการผลิต 6.5 หมื่นบาร์เรล/วัน ราว 15 วันในเดือน ส.ค.นี้ก็ตาม ซึ่งการหยุดซ่อมบำรุงดังกล่าวเลื่อนจากเดือนพ.ย.มาเป็นส.ค. เพื่อที่จะสามารถกลั่นน้ำมันได้เต็มที่ในช่วงที่คาดว่ามาตรการ IMO จะผลักดันสเปรดผลิตภัณฑ์น้ำมันสูงขึ้นกว่านี้ในช่วงปลายปี

ส่วนมาร์จิ้นธุรกิจปิโตรเคมีคาดว่าจะทรงตัวจากครึ่งปีแรก โดยยังต้องติดตามสถานการณ์สงครามการค้าและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมันและราคาปิโตรเคมี และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้บริษัทปรับตัวด้วยการลดส่งออกเม็ดพลาสติกไปจีนเหลือราว 20% หรือต่ำกว่า จากเดิมที่ 30% ของการส่งออก และหันมาทำตลาดในอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียและเวียดนาม รวมถึงการขายในประเทศมากขึ้น เพราะเริ่มเห็นผลกระทบจากสงครามการค้าทำให้มีการย้ายฐานการผลิตมายังเวียดนามหรือไทยมากขึ้นด้วย

ในระยะยาวบริษัทคงเดินหน้าการขยายลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในอนาคต แต่การพิจารณาต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในโครงการผลิตอะโรเมติกส์ (MARS: Maximum Aromatics Project) กำลังการผลิตพาราไซลีน (PX) จำนวน 1-1.3 ล้านตัน/ปี และเบนซีน 3-5 แสนตัน/ปี ประมาณการการลงทุนมูลค่า 4 หมื่นล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA)  ที่คาดว่าจะได้ภายในปี 63 ส่งผลให้โครงการเลื่อนออกไปจากแผนเดิมที่จะแล้วเสร็จในปี 66 เป็นปี 67 ซึ่งไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาพรวมโครงการมากนัก เนื่องจากในปีที่โครงการแล้วเสร็จภาวะตลาด และประมาณการส่วนต่างราคา พาราไซลีนยังมีแนวโน้มที่ดีอยู่

IRPC มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus อยู่ที่ 4.44 บาท โดยมีราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 5.00 บาท และมีราคาเป้าหมายต่ำสุดที่ 3.50 บาท

ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิดสัญญาณฟื้นตัวทางเทคนิคเหนือแนวรับของกรอบแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาวที่ 3.50-3.60 หลังจากปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลุดแนวรับที่ 5.50 และ 4.50 ลงไป ทำให้แนวโน้มในระยะสั้น น่าจะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบแนวต้านที่ 4.20 และมีแนวต้านสำคัญที่ 4.50 ในขณะที่การปรับตัวลดลงหลุดระดับ 3.50 ลงไป จะมีแนวรับถัดไปที่ 3.00 เป็นจังหวะในการเข้าซื้อเพิ่ม

สนใจบทความย้อนหลัง และเรื่องราวที่น่าสนใจ สามารถหาดูได้ในเพจ Trendtalk