SCC ขายมากไป

ตลาดหุ้นบ้านเราก็ยังไปไหนไม่ได้ไกลอยู่ต่อไป ดูดูไปก็เป็นลักษณะการเฝ้ารอคอยกระแสปัจจัยที่จะเข้าสนับสนุนผลักดันให้เกิดการขยับปรับขึ้นเดินหน้า ยิ่งดูจากวอลุ่มการซื้อขายในแต่ละวันที่ยังคงไม่มากสักเท่าไหร่เฉลี่ยวันละ 3 หมื่นกว่าล้านบาทนี่ถือว่าไม่มากนัก อาจเป็นเพราะนักลงทุนยังระมัดระวังการลงทุนช่วงรอการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่จะมีขึ้นในวันที่ 10-11 ต.ค.นี้

การที่ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างน่าใจหายในช่วงที่ผ่านมา โดยต่างชาติยังคงเทขายหุ้นอยู่ทั้งที่ก่อนหน้าคาดกันว่านักลงทุนต่างชาติน่าจะชะลอการขายลงบ้างหลังจากที่ตลอดทั้งปีนี้เป็นผู้ที่ขายสุทธิไปแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้การที่ต่างชาติยังขายอีก การขายหุ้นไทยของต่างชาติ คือ การปรับพอร์ตการลงทุนจากปัจจัยต่าง ๆ มากมาย ทั้งนี้นักวิเคราะห์ก็คาดว่าน่าจะเกิดจากความกังวลต่อความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก จึงลดพอร์ตลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นไปพักไว้ในตลาดพันธบัตรมากขึ้นเท่านั้น

เห็นราคาหุ้น SCC หรือหุ้นปูนใหญ่ที่ร่วงติดต่อกันมาหลายวันอย่างน่าใจหายชนิดที่เหมือนกับบริษัทจะเจ๊งวันนี้พรุ่งนี้ จนราคาหุ้นต่ำกว่า 400 บาทและเป็นราคาต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปี เนื่องจากคาดว่ากำไรและรายได้ในช่วงไตรมาส 3/62จะ ออกมาไม่ดี และที่ผ่านมา ธุรกิจปีโตรเคมีอยู่ในช่วงทรงตัวและทรุดตัวมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับผลกระทบหนักจากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อส่งผลต่อความต้องการใช้เม็ดพลาสติกของ SCC รวมถึงเงินบาทที่แข็งค่ากระทบรายได้ส่งออกจึงมองว่าจะส่งผลกระทบถึงรายได้และกำไรของบริษัทที่จะออกมาไม่ดีนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มองว่าราคาหุ้นที่ปรับลดลงนั้นมากเกินไป ต่ำกว่าราคาเป้าหมายที่แต่ละโบรกเกอร์ที่ให้กันไว้สูงกว่า 420 บาทเสียอีก แม้จะถูกกดดันด้วยผลประกอบการไตรมาส 3/62 ที่จะออกมาอ่อนแอก็ตาม หากเรามองให้ดีในเรื่องความต้องใช้ปูนซีเมนต์ในอนาคตน่าจะเพิ่มขึ้นได้ ถึงแม้จะไม่ได้หวือหวา แต่ก็มีแนวโน้มดูดีขึ้นจากการที่ประเทศไทยยังคงต้องเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ด้วยการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ต่างๆซึ่งแน่นอนต้องมีการใช้ปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างอย่างมากมาย ดังนั้นการที่ราคาหุ้น SCC ลดลงนั้นมากเกินไปหรือเปล่า อันนี้น่าคิดเหมือนกัน เพราะอย่าลืมหุ้น SCC ถือเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งมีการเติบโตที่ดีเสมอมาไม่ว่าจะเจอมรสุมทางเศรษฐกิจหลายครั้งก็ผ่านมาได้

วันนี้เชื่อว่านักลงทุนได้เรียนรู้การต่อสู้ในเกมหุ้น และเข้าใจถึงภาวะของตลาดหุ้นซึ่งมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนได้ตลอดเวลา ความมีสติสมาธิ บนเหตุและผล จะช่วยทำให้เรานั้นยังสามารถอยู่ในเกมของตลาดหุ้นได้ ทั้งยังสามารถที่จะต่อสู้ต่อกรกับภาวะตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้เรานั้นสามารถที่จะจับจังหวะวางกลยุทธ์สู้หุ้น ทั้งปรับพอร์ต ปรับแผน ตลอดจนเลือกจังหวะ ซื้อ หรือ ขาย ได้อย่างแม่นยำซึ่งจะต่างไปกับผู้ที่เล่นหุ้น แบบขาดสติ จิตตก หวาดกลัว ตื่นตูมและโลภเกินความสามารถของตนเอง ก็มักจะพ่ายแพ้เกมหุ้นทั้งในภาวะตลาดขาขึ้น และตลาดขาลง ไม่ประสบความสำเร็จต่อการลงทุนอย่างที่ตั้งใจเอาไว้

ในฐานะที่เราเป็นนักสู้หุ้นที่พร้อมแสวงหาโอกาสสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยจากตลาดหุ้น พึงต้องปฏิบัติตัวให้สอดคล้องเข้ากับสถานการณ์ของตลาด ด้วยความมีสติ นิ่งสงบ มองหาโอกาส เลือกเฟ้นหาหุ้นที่จะเข้าลงทุน ตลอดจนประเมินรู้ได้ถึงแนวโน้มอนาคตของหุ้นได้ ก็เพียงทยอยเก็บสะสม และเฝ้าเกาะติดทุกเรื่องราวข่าวสาร ปัจจัยกระทบที่จะมีเข้ามาอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนได้อย่างเหมาะสม ก็ลงทุนได้โดยไม่ต้องกังวล แม้ในวันที่ตลาดจะตกแรง หรือขึ้นแรง ก็จะไม่มีภาวะติดดอย หรือขายหมู เกิดขึ้นอย่างแน่นอน โชคดีครับ