BAMสินทรัพย์ใหญ่สุด-ปันผลดี พร้อมขายไอพีโอ1.7พันล้านหุ้น

ทันหุ้น – BAM เดินหน้าเทรด SET เสนอขายไอพีโอ 1,765 ล้านหุ้น ชูปันผลดี บริหารสินทรัพย์ดี เดินเกมซื้อ NPL-NPA เติมพอร์ต พร้อมเดินสายโรดโชว์สิงคโปร์-ฮ่องกง-ลอนดอน-อเมริกา

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หลังจากยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน(ไฟลิ่ง)ในเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)

เล็งซื้อNPL-NPA

โดยหุ้นที่เสนอขาย ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 280 ล้านหุ้น หุ้นสามัญเดิมจำนวนไม่เกิน 1,255 ล้านหุ้น และอาจจัดสรรหุ้นส่วนเกิน ไม่เกิน 230 ล้านหุ้น รวมทั้งสิ้นจำนวนไม่เกิน 1,765 ล้านหุ้น (รวมหุ้นจัดสรรส่วนเกิน) มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 5 บาท คิดเป็น 54.4% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท เพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA)ในอนาคต พร้อมชำระคืนเงินกู้ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

BAM มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 1.07 แสนล้านบาท แบ่งเป็น NPL กว่า 7 พันล้านบาท และ NPA กว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์ของ BAM ถือว่าสูงที่สุดในอุตสาหกรรม และส่วนแบ่งตลาดแตะ 47.3% อีกทั้ง BAM ได้รับปัจจัยบวกทั้งในช่วงภาวะเศรษฐกิจขาขึ้นในแง่ความสามารถชำระหนี้ของลูกหนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อตลาดอสังหาฯและตลาดสินเชื่อเติบโตส่งผลดีต่อราคาขาย NPA ของบริษัท แต่หากภาวะเศรษฐกิจขาลงเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าซื้อ NPL และ NPA ในราคาที่ถูกและมีอำนาจในการต่อรองสูงขึ้น

ปันผลกว่า40%

นอกจากนี้ BAM มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูงกว่านโยบายการจ่ายเงินปันผลที่บริษัทตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ โดยการจ่ายเงินปันผลในปี 2561 บริษัทได้จ่ายในอัตรา 60% ของกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นสิ่งสามารถบอกได้ว่าการลงทุนใน BAM นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่ดี ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทก็ยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่รายได้มีการเติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี และกำไรสุทธิในปี 61 เพิ่มขึ้นมาแตะ 5.2 พันล้านบาทได้ จากปี 60 ที่ 4.5 พันล้านบาท ซึ่งมีการเติบโตของกำไรเฉลี่ย 7% ต่อปี และบริษัทยังมีแผนการซื้อ NPL และ NPA ไม่ต่ำกว่าปีละ 1 หมื่นล้านบาท อีกทั้งฐานะการเงินแข็งแกร่งรองรับการซื้อหนี้และสินทรัพย์ขายทอดตลาดเข้ามาเพิ่ม โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำที่ 1.4 เท่า ต้นทุนทางการเงินไม่สูงมากเฉลี่ย 3% มีความสามารถออกหุ้นกู้ และการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯไม่กระทบเครดิตเรตติ้งกลับทำให้นักลงทุนมั่นใจฐานะทางการเงินของบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง

“หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จะลดสัดส่วนในการถือหุ้น BAM มาอยู่ที่ 45% จากเดิมถือหุ้นทั้งจำนวน ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นเอกชนจากเดิมที่เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพราะนักลงทุนให้การตอบรับการเสนอขายหุ้นกู้ ในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างดีจึงเชื่อว่านักลงทุนได้สะท้อนปัจจัยไปแล้ว”

ลุยโรดโชว์ตปท.

นายสมพร มูลศรีแก้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ BAM กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้บริษัทเริ่มเดินสายโรดโชว์พบนักลงทุนกลุ่ม Cornerstone ในประเทศสิงคโปร์, ฮ่องกง, อังกฤษ และสหรัฐฯ ขณะที่กำหนด 3 ยุทธศาสตร์เพื่อเติบโตในอนาคต คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ขยายฐานทรัพย์สิน, ยุทธศาสตร์ที่ 2 ลดระยะเวลาดำเนินงานเพื่อสร้างรายได้เร็วขึ้น และยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาคนเพื่อเพิ่มศักยภาพองค์กร

นายทินพันธ์ หวั่งหลี รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า บริษัทได้การจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 230 ล้านหุ้น เพื่อป้องกันความผันผวนของราคาหุ้นหากภาวะตลาดมีความผันผวน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ราคาหุ้นของ BAM ไม่ให้ได้รับผลกระทบ และมองว่าความน่าสนใจของ BAM ยังเป็นเรื่องการเติบโตของผลการดำเนิน และความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในอุตสาหกรรมที่ BAM เป็นผู้นำในตลาด ประกอบกับในเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนที่ให้ปันผลในอัตราสูง