7 วันอันตราย ควรเตรียมตัวอย่างไร

ผลการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่จะเกิดขึ้นในอีก 7 วันข้างหน้า มีผลต่อทิศทางตลาดหุ้นและสินทรัพย์การเงินทั่วโลก การเจรจา 2 ครั้งหลังของปีนี้ ประสบความล้มเหลว

เราประเมินการเจรจาการค้าครั้งนี้ว่า มีโอกาสที่ผลจะออกมาเป็นบวกต่อตลาด เนื่องจากได้เห็นแล้วว่า ผลของสงครามการค้านั้นเริ่มกระทบเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง และมาตรการด้านภาษีถูกใช้ไปจนหมดแล้ว

SET Index ใกล้ระดับ 1600 จุด ถือว่ามีความปลอดภัยมากขึ้น ทยอยตั้งรับหุ้นที่คาดจะฟื้นกลับตามตลาด แต่หากหลุดไปถึง 1550 จุด เรามองว่าไม่น่าขายหุ้นแล้ว

4 กลยุทธ์สัปดาห์หน้า : ไม่ควรให้น้ำหนักกับหุ้นที่สวนทางกับตลาดมากนัก , เน้นหุ้นรายตัวมากกว่าซื้อทั้งกลุ่ม , เลี่ยงหุ้นทำ new low และ ใช้โอกาสนี้เป็นจังหวะในการปรับพอร์ต

SET Index ลงมาใกล้ระดับ 1600 จุด ทำให้เรามองว่า Valuation ของหุ้นหลายๆ ตัวในตลาดเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น คือ มี upside มากขึ้น

ผลการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน มีผลชี้นำตลาดหุ้นทั่วโลกมากที่สุด ผลที่ออกมาอาจทำให้ SET Index ปรับขึ้น/ลง ได้ถึง 50 จุด ในช่วง 1 สัปดาห์หลังจากนั้น

เหตุผลที่ SET ปรับฐานรอบนี้แล้ว.. เราควรเตรียมตัวอย่างไร

Key Highlight

ในอดีต ดัชนีตลาดหุ้นจะเข้าหาจุดต่ำสุดใกล้กับดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ  ที่นิยมคือ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม ISM หรือ PMI  ภาพด้านล่าง เป็นดัชนี S&P-500  และ ตัวเลขดัชนีฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ของสหรัฐฯ

SET Index ลงมาใกล้ระดับ 1600 จุด ทำให้เรามองว่า Valuation ของหุ้นหลายๆ ตัวในตลาดเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น คือ มี upside มากขึ้น

  • ราคาลงมามาก
  • P/E ต่ำ
  • บางตัวลงมาเพราะตลาด แต่กำไรหรือแนวโน้มธุรกิจยังดี เช่น กลุ่มการเงิน บัตรเครดิต

ผลการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน มีผลชี้นำตลาดหุ้นทั่วโลกมากที่สุด ผลที่ออกมาอาจทำให้ SET Index ปรับขึ้น/ลง ได้ถึง 50 จุด ในช่วง 1 สัปดาห์หลังจากนั้น

เตรียมรับมืออย่างไรดี
ไม่ควรให้น้ำหนักกับหุ้นที่สวนทางกับตลาดมากนัก แม้กระทั่งการใช้เป็นที่พักเงิน ก็ควรมีระดับที่ไม่มากนัก เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้าที่บางตัว ราคาเกินเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ไปมากแล้ว หรือ REIT ที่ซื้อขายกันที่ Yield ต่ำกว่า 5% เรามอง upside มีไม่มาก แต่ downside มีสูงหากผลเจรจาการค้าออกมาดีกว่าคาด เชื่อว่านักลงทุนจะเลือกขายทำกำไรหุ้นกลุ่มนี้ก่อน เพื่อไปหาหุ้นที่ราคาลงมามากกว่า กระนั้นก็ตาม หากผลเจรจาออกมาลบต่อตลาดมาก หุ้นเหล่านี้ ก็อาจถูกขายเพื่อลดความเสี่ยงได้เช่นกัน

Stock Rotation สำคัญกว่า Sector Rotation นักลงทุนในยุคนี้ เน้นหุ้นรายตัวมากกว่าหุ้นแบบยกกลุ่ม การเข้าซื้อจึงควรเลือกตัวที่ดีที่สุดของกลุ่มไว้

ช่วงก่อนที่จะมีการเจรจาการค้า ต้องระวังหุ้นที่ทำ new lowเพราะจะเสี่ยงต้องการถูกเทขายมากขึ้น เช่นกลุ่ม ธนาคาร ปิโตรเคมี และส่งออก เป็นต้น

จังหวะที่ดีในการปรับพอร์ต เราแนะนำให้นักลงทุนที่ติดหุ้นในราคาที่อยู่ในระดับสูง มีทางเลือกในการปรับพอร์ตเพื่อเปลี่ยนตัวลงทุนในตัวที่มีอนาคตดีกว่า เพราะวันนี้ ราคาหุ้นดีๆ หลายตัว เช่น ที่อยู่อาศัย การเงิน ปรับตัวลงมามากพอๆ กับหุ้นที่มีความแข็งแรงหรือปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอกว่า