เจาะหุ้นเข้ากองทุนยั่งยืน AOT-PTTหัวหอกเป้าซื้อ

ทันหุ้น-ดักทาง 24 หุ้น ก่อนกองทุนเร่งเพิ่มน้ำหนักเข้าซื้อ เหตุ เกณฑ์ใหม่ กองทุน SEF ที่จะถูกนำมาใช้แทน LTF  พบ AOT มีโอกาสถูกเพิ่มน้ำหนักมากสุด รองมาลงเป็น PTT ตามด้วย ADVANC , SCC และ DIF เอเชียพลัส แนะเข้าลงทุน PTTEP หวังเงินใหม่เข้า 7.1 พันล้านบาท ขณะที่ PTG , JWD ติดโผกองทุน SEF เข้าลงทุนใหม่ด้วย

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุมีความเป็นไปได้ว่า กองทุนหุ้นยั่งยืน หรือ กองทุน SEF (Sustainable Equity Fund) จะเข้ามาทดแทนการลงทุน LTF ที่จะหมดอายุในปีนี้  โดยลักษณะของ กองทุน SEF จะคัดเลือกจากบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พิจารณา ปัจจัย ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล  ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของบริษัท

และด้วยจำนวนหุ้นที่กองทุน SEF จะลงทุนนั้น มีจำนวนน้อยกว่า LTF เดิม หากพิจาณาจากดัชนี SETTHSI หรือ SET Thailand Sustainability Investment ที่มีทั้งสิ้น 53 บริษัท บวกกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานในตลาด 8 บริษัท เทียบกับของเดิมที่ไม่จำกัดการลงทุนในหุ้น 780 บริษัท   เชื่อว่าหุ้นที่เข้าข่ายการลงทุนของกองทุน SEF จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มสัดส่วนการลงทุน โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าจะมีการโยกเม็ดเงินจากสัดส่วน 65% ของกองทุน LTF มาลงทุนใน SEF

สำหรับหุ้นที่จะได้รับประโยชน์นั้น ทางฝ่ายวิจัยได้นำกองทุน LTF ทั้งหมด 93 กองทุนมาแจกแจง พร้อมกับเปรียบเทียบกับสัดส่วน Market Cap ของหุ้นในดัชนี SETTHSI รวมกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

พบว่ามี 20 หุ้นแรกที่มีโอกาสกองทุน SEF ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนมากสุดในระยะถัดไป ประกอบด้วย 1.AOT ให้น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 5.59%  2.PTT น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 4.75% 3.ADVANC น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 2.87% 4.SCC น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 2.22% 5.DIF น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 1.85%

6.PTTEP น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 1.82% 7.TRUE น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 1.62% 8.CPF น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 1.54% 9.EA น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 1.5% 10.SCB น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 1.28% 11.PTTGC น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 1.12%

12.CPN น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 1.07% 13.HMPRO น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 0.82%  14.RATCH น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 0.81% 15.DTAC น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 0.78% 16.BEM น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 0.65% 17.TOP น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 0.64% 18.BTSGIF น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 0.64% 19.JASIF น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 0.6% 20.DELTA น้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้น 0.6%

นอกจากนี้ยังผลว่าจะมีอีก 4 หุ้น ที่กองทุน LTF ไม่เคยลงทุนมาก่อน และมีโอกาสถูกกองทุนเพิ่มนํ้าหนัก หากนำกองทุน SEF มาแทน LTF ประกอบด้วย  1.PTG มีน้ำหนักลงทุน 0.3% 2.JWD มีน้ำหนักลงทุน 0.09% 3.THCOM มีน้ำหนักลงทุน0.05% 4.PM มีน้ำหนักลงทุน 0.05%

ทั้งฝ่ายวิจัยชื่นชอบ 2 บริษัท ประกอบด้วย  PTTEP ซึ่งเดิมกองทุน LTF ทั้งประเทศ 93 กองทุน ถือรวมกันอยู่ 3.15% ยังน้อยกว่าสัดส่วน Market Cap. หุ้นในดัชนี SETTHSI + กองทุนโครงสร้างพื้นฐานรวมกัน ที่ 4.97% ดังนั้น มีโอกาสสูงที่กองทุนจะต้องลงทุนเพิ่มใน PTTEP ราว 1.82% คิดเป็นเม็ดเงิน 7.1 พันล้านบาท  ในมุมพื้นฐานคาดงวด 3Q62 ปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น ราว 6.0% เทียบกับไตรมาสก่อน เพราะจะรับรู้โครงการ Murphy เข้ามาเป็นไตรมาสแรก ส่วนกำไรสุทธิได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะที่ราคาน้ำมันดิบอิงดูไบเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี 62.34 เหรียญฯ/บาร์เรล ใกล้เคียงกับสมมติฐานที่ 60 เหรียญฯ/บาร์เรล ดังนั้นราคาหุ้นที่อ่อนตัว ลงมาอยู่ในระดับต่ำ และให้ Dividend Yield สูงราว 4.2% จึงถือเป็นโอกาสทยอยลงทุน เป้า166บาท

และ JWDเป็นหุ้นนอกสายตาที่กองทุน LTF ทั้งประเทศ 93 กองทุน ไม่มีการถือครองอยู่เลย ขณะที่ในดัชนี SETTHSI + กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้น้ำหนักลงทุนในหุ้น JWD อยู่ที่ 0.09% จึงมีโอกาสสูงที่กองทุนจะเพิ่มการลงทุนทันที คิดเป็นเม็ดเงิน 300 ล้านบาท ส่วนปัจจัยพื้นฐาน คาดกำไรปี 2562 เติบโตสูงถึง 37% เท่ากับ 345 ล้านบาท ผลักดันจากธุรกิจโลจิสติกส์จะเข้าช่วงฤดูกาล ช่วงครึ่งปีหลัง จากผลของ Synergy บริษัทร่วมทุน คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี CAGR 13% มูลค่าเหมาะสม 12.3 บาท