หุ้นไทยฟื้นไตรมาส4 เชื่อมั่นขยับลุ้นเรตติ้ง

ทันหุ้น- วงการตลาดทุน เห็นพ้อง หุ้นไทยมีโอกาสดีดขึ้นไตรมาส 4 ดัชนีเชื่อมั่นลงทุนยังขยับเพิ่ม พลังงาน-สาธารณูปโภคน่าสน ชอบรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่โบรกมองสิ้นปีดัชนีแตะ 1,655 จุด ชี้ถึงเวลากำไรไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้น  ลุ้นปรับเรตติ้งครั้งแรกรอบ 16 ปี แนะเข้าหุ้นแกร่ง ปันผลสูง ด้านกองทุนยังเชื่อมั่นเห็นดัชนี 1,700 จุด

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย  เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า  (ต.ค.-ธ.ค.62) มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) เป็นเดือนที่ 2 จากเดิมที่มองเป็นลบ โดยเพิ่มขึ้น 8.64% มาอยู่ที่ระดับ 111.62   ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศลดลงเล็กน้อยอยู่ในโซนร้อนแรง (Bullish) เช่นเดิม, ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนรายบุคคลเพิ่มขึ้นมาอยู่ในโซนทรงตัว (Neutral), ดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ในโซนทรงตัว (Neutral)

หมวดธุรกิจที่มีความน่าสนใจในการลงทุนมากที่สุด คือ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ในขณะที่หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธุรกิจเหล็ก

สำหรับปัจจัยบวกมากที่สุด คือ ปัจจัยภายในประเทศ จากความหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยออกมา ทั้งการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอย รองมาคือภาวะเศรษฐกิจในประเทศและการไหลเข้าออกของเงินทุน ขณะที่ปัจจัยลบ คือ ความกังวลใจต่อปัจจัยต่างประเทศ  สงครามการค้า รองลงมาคือความกังวลต่อผลกระทบทางภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาค และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

@Q3กำไรบจ.ขยับ-ลุ้นเรตติ้ง

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ยังคงประเมินSET Indexสิ้นปี 2562 ที่ 1,655 จุด อิงPER เหมาะสมที่ 16.45 เท่า จากฐานแนวโน้มกำไรบจ.ปี 2562 ที่ราว 9.99 แสนล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นที่ 100.64 บาท โดยระดับSET Index เป้าหมายดังกล่าวมีอัพไซด์ จากปัจจุบันราว 1-2%

ส่วนมุมมองการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/2562 คาดว่าจะแกว่งตัวขึ้น โดยมีปัจจัยบวกจากในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะในเรื่องของดอกเบี้ย ซึ่งเชื่อว่าการประชุม กนง. พฤศจิกายน มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดทุนกับตราสารหนี้มีมากขึ้น หนุนEarning Yield  Gap ขึ้นมา 4.68% สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังที่ 4.28% ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นน่าสนใจมากขึ้น และมีโอกาสเห็นเม็ดเงินโยกย้านเข้ามาลงทุน และยังได้รับปัจจัยบวกจากผลประกอบการไตรมาส3/2562 ของบริษัทจะทะเบียน  (บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งน่าจะมีกำไรรวมราว 2.5 แสนล้านบาท และการพิจารณางบประมาณปี 2563  รวมทั้งความคาดหวังว่าไทยว่าไทยอาจจะถูกปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ 1 ขั้นเป็น  Upper Medium Grade จาก Lower Medium Grade ซึ่งไทยไม่ได้มีการปรับมาแล้ว 16 ปี

ส่วนปัจจัยต่างประเทศยังมีปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้น คือประเด็นสงครามการค้าระหว่างระหว่างสหรัฐฯและจีนที่ยืดเยื้อ รวมไปถึงกรณีที่อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรป(Brexit)แบบ Nodeal แต่ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็ได้สะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวไปพอสมควรแล้ว  ขณะที่ประเด็นLTF กำลังเข้ามาจะมีบทบาทช่วงปลายปี  โดยค่าเฉลี่ย3 ปีย้อนหลังมียอดซื้อLTF ปีละ 6.66 หมื่นล้านบาท

สำหรับหุ้นที่ทางฝ่ายวิจัยแนะนำจะเน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และมีมูลค่า ถูกกลุ่มแรก เป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสูง(High Dividend Yeild) นำโดย PTTEP ,LH และSPALI และยังมีหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่าง BBL ที่ควรหาจังหวะเข้าซื้อหลังประกาศงบไตรมาส3/2562 รวมไปถึงหุ้นที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้แก่พอร์ต คือ JWD และPLANB

**กองุนมองดัชนีดีด1700จุด

ด้านนายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด กล่าวว่า มองตลาดหุ้นไทยสิ้นปี 2562 นี้ มองว่ามีโอกาสที่จะเห็นดัชนีแกว่งตัวขึ้นไปแตะที่ระดับ 1700 จุด โดยประเมินว่า P/E ปี 2562 ตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ 16.61 เท่า ส่วนในปี 2563 คาดจะอยู่ที่ 14.99 เท่า ส่วนอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ปี 2562 คาดอยู่ที่ 2.81% และปี 2563 อยู่ที่ 10.85% ทั้งนี้ ประเมิน Dividend Yield ปี 2562 ไว้ที่ 3.04% ขณะที่ปี 2563 จะอยู่ที่ 3.32%

สำหรับคำแนะนำการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2562 นี้ แนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงไปยังพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ, ปรับน้ำหนักการลงทุนไปในหุ้นจ่ายเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ หรือมีความผันผวนน้อย โดยพิจารณาลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยี เช่น REIT, Infra fund และ Income fund เป็นต้น และใช้กลยุทธ์สินทรัพย์ทางเลือก (Thematic Investments, ตราสารอนุพันธ์ และ Life Settlement Fund) ในการรักษาเงินต้น ลดความเสี่ยง เพิ่มผลตอบแทนและมีความผันผวนต่ำ