จากผลการประชุมกนง.

ประเด็นสำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการประชุมกนง.โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา เนื่องจากธปท. ต้องการมีทางหนีทีไล่เหลือไว้เมื่อจำเป็น จากขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy space) ที่จำกัดของ กนง.ในปัจจุบันเมื่อเทียบกับธนาคารกลางอื่นๆ ในเอเชีย กอปรกับความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเงิน  กนง.จึงตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไป เพื่อรักษา policy space ไว้ดำเนินการหากมีการชะลอตัวลงเพิ่มเติมในอนาคตนอกจากนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดภาพรวมการเติบโตของ GDP ปี62 ลงจาก 3.3% เป็น 2.8% ซึ่งเป็นการปรับลดประมาณการลงในทุกๆ กลุ่ม ได้แก่ภาคการบริโภค การลงทุน การส่งออก และจำนวนนักท่องเที่ยว ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2562 ก็ถูกปรับลดลงเป็น 0.8% จาก 1.0% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อกรอบล่างของ ธปท. ที่ 1-4%ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงในวงกว้าง ทั้งนี้ปัจจัยที่ ธปท. จะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปคือ 1.การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนในเดือน ต.ค.   2.ประเด็นเรื่องเงินบาท และ 3.การลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ

เรามองว่าการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับเดิม จะช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ของกลุ่มธนาคาร และในระยะถัดไปหากผลการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในช่วงเดือน ต.ค. ออกมาเป็นลบ ก็อาจทำให้ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 25bpsในการประชุม กนง. วันที่ 6 พ.ย. 2562 เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ และลดแรงกดดันในภาคการส่งออก ปัจจัยดังกล่าวจะกระตุ้นให้เกิดการเก็งกำไรในกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (non-bank) กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มกองทุนรวมอสังหาฯ และ REIT (PF&REIT) และกลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) ในทางกลับกันหากผลการเจรจาสหรัฐฯ-จีนออกมาเป็นบวก เราคาดว่าเงินบาท (หนึ่งในสกุลเงินที่ปลอดภัย) จะอ่อนค่าลง และการส่งออกของไทยจะฟื้นตัวขึ้นตาม ในกรณีนี้คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปในการประชุมวันที่ 6 พ.ย.  นอกจากนี้ธปท. อาจกลับมาทบทวนมาตรการอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) โดยอาจยังคงดำเนินมาตรการกับโครงการคอนโดมิเนียม แต่ผ่อนปรนการควบคุมในโครงการที่อยู่อาศัยอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมามีการปฏิเสธสินเชื่อบ้านของกลุ่มธนาคารพุ่งสูงขึ้นเป็น 40%ซึ่งกลุ่มอสังหาฯจะได้ประโยชน์อย่างมาก หาก ธปท. ผ่อนคลายมาตรการ LTV ลง