DTAC

ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานปรับตัวเพิ่มขึ้นกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1640 จุด หลังจากฟื้นตัวเหนือแนวรับสำคัญของเส้นแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาวที่ 1630 จุด แต่เราแนะนำให้รอการปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 1645 หรือ 1650 จุดขึ้นไป จะเป็นสัญญาณยืนยันความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวทางเทคนิค

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจวันนี้ คือ หุ้น DTAC หรือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั้นนำของประเทศไทยมีคลื่นความถี่เพียงพอในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ครบทั้ง 4G/3G/2Gพร้อมสำหรับโอกาสในการเติบโตจากบริการข้อมูลสถานะการเงินที่พร้อมสำหรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2562 กำไรสุทธิ 1,694 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.72 บาท กำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 179 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.08 บาท

ส่วนผลการดำเนินงานปี 2561 มีรายได้รวม 39,952 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,103 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.31 บาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 60 ที่มีรายได้รวม 38,177 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,494 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.63 บาท

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) หรือดีแทค เปิดเผยว่า กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 2/2562 อยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.3% จากไตรมาสก่อน เนื่องมาจากกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ,ภาษี,ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ดีขึ้น กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (EBITDA-CAPEX) สำหรับไตรมาส 2/2562 เป็นบวกอยู่ที่ 4.2 พันล้านบาท โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเป็น 1.8 เท่า เนื่องมาจากการชำระค่าตอบแทนเพื่อการระงับข้อพิพาทให้แก่บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT) และการลงทุนในเครือข่ายเป็นหลัก

รายได้จากการให้บริการไม่รวม IC สำหรับไตรมาส 2/2562 เพิ่มขึ้น 1.6% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการยกเลิกแพ็กเกจระบบเติมเงินที่ให้บริการข้อมูลแบบไม่จำกัด และการออกแพ็กเกจที่ให้บริการข้อมูลแบบจำกัดและมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย รวมถึงกระแสรายได้ที่แข็งแกร่ง และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริการรายเดือน สำหรับ EBITDA ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% จากไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการ ต้นทุนค่าธรรมเนียมที่ลดลง และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ดี

สำหรับ EBITDA margin (คำนวณโดยหักรายได้จาก CAT ภายใต้สัญญาเช่าสินทรัพย์สัมปทาน และรายได้ค่าเช่าเครือข่ายจากบมจ.ทีโอที (TOT) จากตัวหาร) เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 36.9%  ส่วน CAPEX ลดลงจากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 2.3  พันล้านบาท หรือคิดเป็น 15.3% ของรายได้จากการให้บริกา

ทั้งนี้ ดีแทคยังคงเดินหน้าปรับปรุงคุณภาพเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและไว้วางใจของลูกค้าต่อดีแทค ส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานและความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อเครือข่ายที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณการร้องเรียนลดลง อีกทั้งการได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิร์ตซ์ (MHz)ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2562 จะเป็นโอกาสในอนาคตอันใกล้สำหรับดีแทคในการเพิ่มความครอบคลุมของเครือข่ายดีแทคทั่วประเทศ ส่งผลให้ประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายในพื้นที่ห่างไกลดีขึ้น พร้อมกับขยายความจุเครือข่ายสำหรับพื้นที่ใช้งานในเมือง

ณ สิ้นไตรมาส 2/2562 จำนวนผู้ใช้บริการรวมเท่ากับ 20.6 ล้านเลขหมาย โดยมีจำนวนลูกค้าลดลงเพียงประมาณ 94,000 เลขหมายในไตรมาสนี้ ต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1/2559 ดีแทคยังติดตั้งสถานีฐานบนเครือข่าย 2300 MHz เพิ่มเติมอีกจำนวนประมาณ 600 สถานี เพิ่มจำนวนสถานีรวมบนเครือข่าย 2300 MHz เป็นประมาณ 16,000  สถานี นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งสถานีฐานบนเครือข่าย 2100 MHz เพิ่มอีกจำนวน 348 สถานี เพื่อขยายความครอบคลุมของสัญญาณในพื้นที่การใช้งานปัจจุบัน

ดีแทคจะมุ่งเน้นผลักดันปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ดีแทคกลับมาเติบโตอีกครั้ง อันได้แก่ 1) การปรับปรุงโครงข่ายเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นของลูกค้า 2) การเอาลูกค้า B2C กลับคืนมา และ 3) ขยายโอกาสในกลุ่มลูกค้า B2B โดยดีแทคยังคงคาดการณ์รายได้จากการให้บริการไม่รวม IC ในปีนี้จะลดลงในอัตราร้อยละที่เป็นเลขหลักเดียวในระดับต่ำ โดยจะมี EBITDA อยู่ในช่วง 2.4-2.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ดีแทควางแผนที่จะใช้เงินลงทุนในปี 2562 จำนวนประมาณ 1.3-1.5 หมื่นล้านบาท

DTAC มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus เท่ากับ 61.27 บาท โดยมีราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 68.73 บาท และมีราคาเป้าหมายต่ำสุดที่ 52.00 บาท

ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากแรงขายทำกำไรที่บริเวณ 63.00 หลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปีเหนือระดับ 59.75 ขึ้นไป ทำให้แนวโน้มของราคาหุ้นในระยะยาวยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 67.00 และ 78.00 ในขณะที่การปรับฐานในระยะสั้นมีแนวรับที่ 54.00 เป็นจังหวะในการเข้าซื้อ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 51.50 ถ้าหลุดจะเป็นสัญญาณขายหุ้นต่อเนื่อง

สนใจบทความย้อนหลัง และเรื่องราวที่น่าสนใจ สามารถหาดูได้ในเพจ Trendtalk