‘BGRIM’เร่งขยายไฟฟ้าตปท. ต้นทุนการเงินลดสู้ศึกแข่งเดือด

ทันหุ้น – BGRIM เดินหน้าขยายโรงไฟฟ้าต่างประเทศ ยึดหัวหาดเวียดนาม-กัมพูชา-ลาว พร้อมจับมือพันธมิตรใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนบริหาร-การเงินหวังสู้ศึกแข่งขันในอนาคต

นายนพเดช กรรณสูต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท บี.กริม.เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ผลจากความต้องการใช้ไฟฟ้าต่างประเทศขยายตัว ทั้งประเทศเวียดนาม, กัมพูชา และประเทศอื่นๆในภูมิภาคอาเซียนที่ยังขาดไฟฟ้าจำนวนมาก รวมทั้งส่วนใหญ่ต้องการใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่มีคุณภาพและมีขนาดใหญ่ ซึ่งบริษัทถือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมากในไทยจึงนำประสบการณ์ที่มีไปต่อยอดในการสร้างโรงไฟฟ้าในเวียนดนาม กัมพูชาและลาวที่มีสัญญาสัมปทานระยะยาวได้

ดีมานต์ไฟฟ้าตปท.พุ่ง

ปัจจุบันทุกประเทศมีการส่งเสริมให้ใช้พลังงานทดแทนในแผนผลิตไฟฟ้าเช่นเดียวกับไทย โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ซึ่งบริษัทเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในเวียดนาม ที่ต้องการให้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน20% ของกำลังการผลิตติดตั้งในระยะ 20ปีข้างหน้า และความต้องการใช้ไฟฟ้าปัจจุบันอยู่ที่ 4 หมื่นเมกะวัตต์ แต่ในปี 73 ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มอีก 8 หมื่นเมกะวัตต์ แตะระดับ 1.03 แสนเมกะวัตต์ โดยต้องมีโครงการหลายรูปแบบ ทั้งโครงการโซลาร์ พลังงานลม และโครงการจากแก๊สธรรมชาติ เป็นต้น

ส่วนประเด็นเรื่องสายส่งในเวียดนามนั้น บริษัทไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะมีสายส่งและสถานีไฟฟ้าย่อย(Sub Station)ที่เชื่อมกับนครโฮจิมินห์ ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งการที่จะเข้าไปลงทุนในแต่ละพื้นที่นั้นบริษัทจะต้องดูว่ามีสถานีgrid ที่เชื่อมต่อสำหรับจ่ายไฟฟ้าหรือไม่ หากบริษัทใดที่ดำเนินการแล้วไม่มี gridรับไฟฟ้าไม่ได้จะต้องรอรัฐบาลดำเนินการขยาย grid ซึ่งบริษัทได้ศึกษาแล้วว่าในจังหวัดที่เข้าไปดำเนินการมีความสามารถในการรับไฟฟ้าจำนวนมากจึงไม่มีความกังวลแต่อย่างใด

นอกจากนี้ บริษัทมีโครงการระยะยาวที่ดำเนินงาน คือโรงไฟฟ้าพลังงานแก๊ซธรรมชาติที่มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งมองว่าจะสามารถพัฒนาได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีโครงการต่ออายุโรงไฟฟ้า SPP Replacement จำนวน 5 โครงการ ได้รับสิทธิการต่อสัญญาอีก 25 ปีเป็นความเชื่อมั่นกับนักลงทุนที่จะได้มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ ช่วยดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น เช่น นักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า (Trade war) เป็นต้น

ต้นทุนลดสู้ศึกแข่งดุ

นายนพเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทคงเน้นพัฒนาโครงการตั้งแต่เริ่ม หรือที่เรียกว่า การผลิตไฟฟ้าตามการลงทุนใหม่ (green field) ทำให้กำไรที่ได้สูงกว่าการควบรวมกิจการ หรือ M&A เป็นจุดแข็งที่บริษัทดำเนินการมาต่อเนื่อง เพราะบริษัทมีประสบการณ์ยาวนาน มีศักยภาพมีทีมงานมืออาชีพทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งการก่อสร้าง ระยะเวลาที่กำหนดได้ดีกว่าที่บริษัทตั้งเป้าหมายแล้ว เช่นโครงการโซลาร์ประเทศเวียดนามที่สามารถเปิดดำเนินการได้ก่อนระยะเวลา 1 เดือน ทำให้สามารถรับรู้รายได้ก่อน

อีกทั้งบริษัทยังมีพันธมิตรร่วมกันขยายธุรกิจเพื่อสนับสนุนการเติบโตร่วมกัน ทั้งในส่วนของเทคโนโลยี คือ จะมีพันธมิตร อย่าง ซีเมนส์ (Siemens) ที่ช่วยทำให้ต้นทุนการจัดการบริหารได้ต่ำกว่าตลาด ส่วนเรื่องของการเงินทางบริษัทก็มีพันธมิตรอย่าง ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น และยังมีการให้เงินทุนสนับสนุนบริษัททำให้ต้นทุนทางการเงินลดลง เพราะ ADB เป็นธนาคารพิเศษมีต้นทุนที่ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไปทำให้บริษัทสามารถแข่งขันได้

ส่วนราคาแก๊ซธรรมชาติที่ปรับตัวลดลงสวนทางค่า FT ที่ไม่ได้ปรับตัวลดลงทำให้ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจะมีการรับรู้กำไรเพิ่มขึ้นจากส่วนที่ขายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมสนับสนุบให้ EBIDA ครึ่งปีหลังโดดเด่น อย่างไรก็ดีบริษัทยังเดินหน้าตามแผนในระยะ 5 ปีจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าแตะ 5 พันเมกะวัตต์ จากปัจจุบันแตะ 3.2 พันเมกะวัตต์

 

อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : ทันหุ้น
www.thunhoon.com