fund flow ต่างชาติ จะไหลกลับมาหา SET หรือไม่..?

สวัสดีครับท่านผู้อ่านในช่วงนี้ จะเห็นว่า SET เคลื่อนไหวออกด้านข้างอยู่ภายในกรอบ 1660-1680 จุด มาเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์แล้ว หลังจากเริ่มฟื้นตัวกลับมาตั้งแต่กลางเดือนส.ค.จากบริเวณ 1590 จุด ขึ้นมาเคลื่อนไหวแถวบริเวณ 1680 จุด ด้วยแรงซื้อจากฝั่งนักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นหลัก ขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยยังไม่มีความชัดเจนหลังจากขายออกไปตั้งแต่ในช่วงเดือนก.ค.ถึงเดือนส.ค. คิดเป็นมูลค่าขายสุทธิรวมกันกว่า 3.4 หมื่นลบ. และส่งผลให้ SET ปรับตัวลงจากบริเวณ 1745 จุด ลงมาทำจุดต่ำบริเวณ 1590 จุด โดยสรุป การที่ฝรั่งขายหุ้น ทำให้ SET ปรับตัวลง ขณะที่รอบล่าสุดที่ SET ฟื้นตัวกลับมาจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศ ซึ่งล่าสุดแรงซื้อเริ่มแผ่วลง ทำให้ SET เกิดการชะลอตัว หรือเริ่มปรับขึ้นไม่ไหว มาถึงตรงนี้แล้วทุกท่านคงเห็นว่า การที่ SET จะปรับขึ้นได้ต่อคงต้องพึ่งแรงซื้อจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งในคอลัมน์ฉบับนี้ เราจะมาวิเคราะห์กันครับว่า ทิศทาง fund flow ของนักลงทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาใน SET อีกครั้งหรือยังโดยผมขอแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก คือการเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นภูมิภาคในด้านการเติบโตของกำไร และมูลค่า ส่วนที่สอง คือ มูลค่าพื้นฐานของ SET เอง และส่วนที่สาม คือ ดูสถานะ Long หรือ Short ในตลาดฟิวเจอร์ผ่าน SET50 Futures ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือคาดการณ์ทิศทาง fund  flow ของนักลงทุนต่างชาติใน SET ได้

มาเริ่มที่การวิเคราะห์ส่วนแรกกันเลยครับ คือ การเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นภูมิภาค โดย SET เอง มีการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีหน้าที่ระดับ 10% ส่วนตลาดอื่นๆ ได้แก่ ฮ่องกง +6.6%, ฟิลิปปินส์ +11%, อินโดนีเซีย +13%, มาเลเซีย +6.6%, จีน +11%, อินเดีย +16%, สิงคโปร์ +5.5%, ไต้หวัน +10% และเกาหลีใต้ +25% จะเห็นว่า SET มีอัตราการเติบโตของกำไรอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ยังต่ำกว่า MSCI Asia ex. J (MSCI Asia ไม่รวมญี่ปุ่น) เล็กน้อยที่กำไรจะเติบโต +13% มาดูระดับ Forward PE (อิงกำไรในปีหน้า)ในปัจจุบันกันบ้าง โดย SET เทรดอยู่ที่ระดับ 15.1x ส่วนตลาดอื่นๆ ได้แก่ ฮ่องกง 10.3x, ฟิลิปปินส์ 15.6x, อินโดนีเซีย 13.6x , มาเลเซีย 15.7x, จีน 10.8x, อินเดีย 16.6x, สิงคโปร์ 12.2x, ไต้หวัน 14.9xและเกาหลีใต้ 10.6xจะเห็นว่า SET เทรดอยู่ที่ระดับ PE สูงเหมือนกันนะครับ โดยเป็นรองแค่ อินเดีย, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ตามลำดับ และสูงกว่า MSCI Asia ex. J (MSCI Asia ไม่รวมญี่ปุ่น) ซึ่งมีค่า PE อยู่ที่ 12.5x หลังจากนั้น ผมนำค่า PE มาหารด้วยอัตราการเติบโตของกำไร จะได้ค่า PEG (เป็นสัดส่วนที่นำมาใช้พิจารณาว่า หาก PE สูง แต่อัตราการเติบโตของกำไรมีมากกว่า นั่นคือค่า PEG ต่ำกว่า 1.0x แสดงว่ามูลค่าก็ยังไม่แพง) โดย SET อยู่ที่ 1.51x ส่วนตลาดอื่นๆ ได้แก่ ฮ่องกง 1.56x, ฟิลิปปินส์ 1.42x, อินโดนีเซีย 1.05x , มาเลเซีย 2.38x, จีน 0.98x, อินเดีย 1.04x, สิงคโปร์ 2.22x, ไต้หวัน 1.49x และเกาหลีใต้ 0.42x จะเห็นว่า SET มูลค่าไม่ได้ถูกเลยนะครับ เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร โดยเป็นรองแค่มาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ระดับ PEG สูงกว่า 2.0 เท่าขึ้นไป และสูงกว่า MSCI Asia ex. J ซึ่งมีค่า PEG อยู่ที่ระดับ 0.96x ขณะที่มีมูลค่าใกล้เคียงกับไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง ซึ่งมีค่า PEG อยู่ที่ระดับประมาณ 1.5-1.6 เท่า ขณะที่ตลาดที่มีมูลค่าน่าสนใจ เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร คือ เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งระดับ PEG ยังต่ำกว่า 1.0 เท่า ทำให้ผมมองว่า ตัวเลือกอันดับต้นๆ ของกระแส fund flow ต่างชาติที่จะไหลเข้า คือ ตลาดเกาหลีใต้ และจีน มากกว่าจะเป็นตลาดหุ้นบ้านเรา

มาดูส่วนที่สองกันบ้าง นั่นคือ มูลค่าทางพื้นฐานของ SET เอง ซึ่งจากที่กล่าวไปว่า SET ปัจจุบันเทรดที่ PE ระดับ 15.1x ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย ขณะที่ระดับ +1 S.D. จะเท่ากับ PE ที่ 15.5x ซึ่งผมให้เป็นกรอบบนของระดับ PE และหากเทียบกำไรในปีหน้า ซึ่งล่าสุดตลาดปรับประมาณการลงมาอยู่ที่ 110 บาทต่อหุ้น จะได้มูลค่าทางพื้นฐานของ SET อยู่ที่ระดับ 1705 จุด ซึ่งหากสูงกว่านี้ ถือว่ามูลค่าจะตึงตัวแล้ว ขณะที่ล่าสุด SET เคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 1670 จุด ทำให้มี Upside เหลือเพียง 2.1% เมื่อเทียบเป้าหมายที่บริเวณ 1705 จุด และถ้าเป็นเช่นนี้ ถามว่า flow ต่างชาติจะเข้ามาในตอนนี้หรือไม่ เพื่อแลกกับ Upside ที่เหลือน้อยนิด

มาดูส่วนสุดท้าย คือ การดูสถานะ Long หรือ Short ในตลาดฟิวเจอร์ผ่าน SET50 Futures ซึ่งจะเห็นว่ามีสถานะ Long สุทธิตลอดมาตั้งแต่เริ่มเดือนก.ย. โดย Long สะสมอยู่ที่ระดับ 8.0 หมื่นสัญญา อย่างไรก็ตาม หากดูจากสถานะคงค้าง หรือ Open Interest (OI) แล้ว กลับมีทิศทางที่ลดลง ซึ่งแสดงว่าเป็นการปิดสถานะที่เปิดไว้ก่อนหน้า ดังนั้น การที่ต่างชาติเป็น Long ในช่วงนี้ น่าจะเป็น Long Close หรือปิดสถานะ Short ที่เปิดไว้ก่อนหน้ามากกว่า โดยในช่วงเดือนก.ค.ถึงส.ค.มีสถานะ Short สุทธิไปกว่า 1.2 แสนสัญญา ดังนั้น เมื่อนักลงทุนต่างชาติยังไม่เปิดสถานะ Long ใหม่ใน SET50 Futures ก็ทำให้โอกาสที่จะกลับมาซื้อสุทธิมีน้อยลงด้วยใน SET (ส่วนใหญ่จะเปิดสถานะ Long สะสมไว้ก่อน และถัดไปมาซื้อสุทธิใน SET)

ทำให้จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผมมองว่านักลงทุนต่างชาติ จะยังไม่กลับเข้ามาซื้อใน SET เร็วๆนี้ แต่น่าจะรอให้ SET ปรับฐานลงมาก่อน ซึ่งผมมองว่าระดับที่น่าสนใจ คือ บริเวณ 1600 จุด ครับ…และพบกันใหม่ในฉบับหน้า…ด้วยรักและหวังดี