‘SCN’เล็งผุดโซลาร์รูฟท็อป ขายไฟมินบูชัดสัปดาห์หน้า

ทันหุ้น – SCN ศึกษาแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 10-15 MWคาดชัดเจนปลายปี พร้อมจบขายไฟมินบู เฟสแรก 50 เมกะวัตต์ในสัปดาห์หน้า บิ๊กบอส“ดร.ฤทธี กิจพิพิธ”แย้มผลงานโค้งสี่มีลุ้นนิวไฮ รายได้ทั้งปีเข้าเป้าโต 30%

ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เปิดเผยว่า บริษัทมีแนวคิดทุ่มงบลงทุนราว 200 ล้านบาท เพื่อพัฒนาธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและจำหน่ายไฟฟ้าให้อุตสาหกรรมต่างๆ กำลังการผลิตราว 10-15 เมกะวัตต์ (MW) เบื้องต้นอยู่ระหว่างศึกษาและเจรจากับผู้ประกอบการในส่วนต่างๆ อาทิ โรงพยาบาล, โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ บริษัทคาดหวังว่าจะได้เห็นความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้

โค้งสี่มีลุ้นนิวไฮ

ส่วนความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้านบู ประเทศเมียนมา เฟส1 ขนาดกำลังผลิตราว 50 เมกะวัตต์ ทั้งโครงการมีกำลังผลิตรวม 226 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในสัปดาห์หน้าและเริ่มรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าได้ในไตรมาส 3/2562

ขณะที่แนวโน้มผลงานในไตรมาส 4/2562 บริษัทประเมินน่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน เทียบไตรมาส 3/2562 และน่าจะเป็นตัวเลขที่ดีสุดของปีนี้ เพราะธุรกิจจะสามารถรับรู้รายได้จากโครงการมินบูเต็มไตรมาส นอกเหนือจากธุรกิจในส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น

ย้ำเป้าโต30%

นายฤทธี กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทคงเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 30% จากปีก่อนที่ 3.17 พันล้านบาท เนื่องจากมีการรับรู้รายได้ซ่อมบำรุงรถเมล์ NGV ภายใต้บริษัทร่วมทุน “SCN-CHO” เพิ่มขึ้นเป็น 489 คัน จากปี 2561 ที่รับรู้รายได้ส่วนนี้เพียง 100 คันเท่านั้น ประกอบกับยังมีโครงการโรงไฟฟ้ามินบูเข้ามาช่วยเสริม และธุรกิจในส่วนอื่นๆ รวมถึงจะมีการจำหน่ายสินทรัพย์ประเภทที่ดิน จำนวน 10ไร่ มูลค่าประเมินเบื้องต้น 300 ล้านบาทในช่วงปลายปีนี้

“บริษัทมีแนวทางจะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้ามินบูอีก 10% ภายหลังจาก COD เดินเครื่องเฟสที่ 1 แล้ว โดยคงเป็นการซื้อจากผู้ถือหุ้นเดิม คาดใช้เงินลงทุนราว 100 ล้านบาท และอยู่ระหว่างพูดคุยกับพาร์ทเนอร์เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อสร้างในส่วนของกำลังผลิตไฟฟ้าส่วนที่เหลือในเฟสต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเดินเครื่องได้ในปี 2564 จากกำหนดเดิมที่จะอยู่ในปี 2565 และจะมีการออกหุ้นกู้เพื่อใช้ลงทุนในส่วนดังกล่าวเพิ่มเติมในอนาคต” นายฤทธีกล่าว

นอกจากนี้ ทาง SCN บริษัทมีแผนในการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้มีการปรับตัวและพัฒนาธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแบ่งโครงสร้างธุรกิจอย่างชัดเจนในรูปแบบ 3+1 นั่นคือ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ, ธุรกิจยานยนต์, ธุรกิจพลังงานทดแทน และ ธุรกิจโลจิสติกส์ที่เข้ามาเสริม โดยการต่อยอดจากธุรกิจหลักที่ให้บริการขนส่งก๊าซให้กับลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งปีนี้จะได้เห็นการเติบโตของธุรกิจในเครือ SCN ทุกๆด้าน เพราะบริษัทไม่เคยหยุดยั้งในการพัฒนาและมองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาเข้าลงทุนโครงการต่างๆ เช่น โครงการมินิบัส, พลังงานทางเลือกทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงโครงการด้านสาธารณูปโภคในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) มั่นใจบริษัทมีความพร้อมอย่างมาก และเชื่อมั่นถึงแผนงานของบริษัทนับจากนี้จะสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนอย่างแน่นอน