ชงก.ล.ต.สอบไลน์GULF ฟันผู้บริหารJASอินไซด์

ทันหุ้น –ตลท. ส่งต่อให้ก.ล.ต. ตรวจสอบไลน์ป่วนหุ้น GULF ย้ำให้นักลงทุนศึกษาข้อมูลจากโซเชียลมีเดียให้รอบคอบ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ ขณะที่ล่าสุด ก.ล.ต.สั่งปรับ “พิชญ์ โพธารามิก” ผู้บริหารJAS กรณีอินไซด์ซื้อหุ้น JTS จำนวน 59.10 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (16 ก.ย.62) ราคาหุ้น GULF ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.03% หรือบวก 7.50 บาท ก่อนที่จะปิดตลาดที่ 156.50 บาท ทำนิวไฮสูงสุดของวัน และราคาต่ำสุดที่ 147.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 2,873.97 ล้านบาท หลังตลท.ส่งข้อมูลไลน์เถื่อนทุบหุ้น GULF ให้ ก.ล.ต.ตรวจสอบแล้ว

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า กรณีที่มีการปล่อยข่าวลือทางโซเชียลมีเดียที่สร้างผลกระทบต่อราคาหุ้น บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งหลังจากที่ GULF ชี้แจงข้อมูลกับตลท.เข้ามาแล้ว ตลท.ก็ได้ส่งเรื่องให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อดำเนินการตรวจสอบที่มาของข่าวลวงที่มีวัตถุประสงค์สร้างผลกระทบเชิงลบผลต่อราคาหุ้น GULF

ขณะเดียวกันตลท.แนะนำให้นักลงทุนควรรับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาข้อมูลที่ได้รับมาว่ามีความน่าเชื่อถือมากหรือน้อยเพียงใด เนื่องจากปัจจุบันการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดียถือเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมาก แต่นักลงทุนควรจะต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบอาจส่งผลกระทบในเชิงลบได้

“การรับข้อมูลต่างๆ ต้องใช้ความระมัดระวังและคำนึงถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างมาก โดยเฉพาะข้อมูลที่มาจากโซเชียลมีดียที่อาจะสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นได้ รวมถึงอยากให้นักลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชนที่มีความน่าเชื่อถือ” นายภากร กล่าว

*สั่งปรับ “พิชญ์” อินไซด์หุ้น JTS

ขณะที่ล่าสุดก.ล.ต. เปิดเผยว่า ก.ล.ต.ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในระหว่างวันที่ 29 กันยายน -12 ตุลาคม 2559 นายพิชญ์ได้ร่วมกับนายเกริกไกรซื้อหุ้น JTS* (โดยใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายเกริกไกร) ก่อนที่จะมีการเปิดเผยงบการเงินไตรมาส 3/2559 ที่มีผลกำไร 21.39 ล้านบาท พลิกกลับจากที่มีผลขาดทุนมาตลอดตั้งแต่ปี 2557 และเป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อราคาหลักทรัพย์

โดยที่ผลกำไรของ JTS ดังกล่าว เกิดจากการที่ JTS ได้รับการว่าจ้างงานจากบริษัท ทริปเปิล ที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) (TTTBB) ซึ่งนายพิชญ์ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ และนายพิชญ์ยังเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการของ JAS ที่ให้นโยบายในการว่าจ้างงานภายในกลุ่มด้วย นายพิชญ์จึงอยู่ในฐานะที่ล่วงรู้ข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อราคาหลักทรัพย์ของ JTS การกระทำข้างต้นของนายพิชญ์และนายเกริกไกร จึงเป็นการซื้อหุ้น JTS โดยใช้ข้อมูลภายใน อันเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 241 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิด

ทั้งนี้คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ ก.ล.ต. นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้ง 2 ราย โดยกำหนดให้ นายพิชญ์ ชำระค่าปรับทางแพ่งเป็นเงินจำนวน 32,650,173.75 บาท และชดใช้เงินในจำนวนที่เท่ากับผลประโยชน์ที่พึงได้รับเป็นเงินจำนวน 26,120,139 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 58,770,312.75 บาท

ส่วนนายเกริกไกร ชำระค่าปรับทางแพ่งเป็นเงินจำนวน 333,333.33 บาท

ทั้งนี้ หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. จะดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ชดใช้ผลประโยชน์ที่ได้รับและชำระเงินค่าปรับทางแพ่งตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด