อสังหาแห่พบขุนคลัง25ก.ย. จับตาออกมาตรการกระตุ้น

ทันหุ้น – ผู้ประกอบการอสังหาฯ รวมทีม พบ “ขุนคลัง” 25 ก.ย.นี้ หวังกระตุ้นอสังหา ชี้เป็นการช่วยดันเศรษฐกิจ ด้านรัฐบาลพร้อมหามาตรการช่วยเหลือ ขณะที่ PSH มั่นใจ อสังหาพ้นจุดต่ำสุดแล้ว พร้อมฟื้นปี 2563 ด้านนักวิเคราะห์มั่นใจไตรมาส4/2562ผลงานแตะจุดสูงสุดของปีเคาะ LH, SPALI, SC, ALL

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ระบุ รัฐบาลมีกำหนดการหารือร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ภายในเดือนตุลาคม 2562 นี้เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรค์ในการดำเนินธุรกิจ และหาแนวทางการแก้ไขร่ามกัน โดยเฉพาะพิจารณาผลกระทบที่ได้จากมาตราการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย (มาตรการ LTV) เพื่อนำไปสู่การพิจารณามาตรการให้การช่วยเหลือและสนับสนุนตามความเหมาะสม

คาดปีนี้ภาคอังหาฯทรงตัว

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจพรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน)หรือPSH  ระบุกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีกำหนดเข้าพบนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในวันที่ 25 กันยายน 2562 นี้ เพื่อรายงานสถานการณ์ที่แท้จริง รวมถึงรับฟังแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล  เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย มีซัพพลายเชนหลายกลุ่มทั้งผู้รับเหมารายย่อย, วัสดุก่อสร้าง, ทำให้เกิดการจ้างงาน จึงอยากให้ภาครัฐบาลดำเนินนโยบายการเงิน – นโยบายการคลังให้สอดคล้องในแนวทางเดียวกัน เพื่อกระตุ้นให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างคล่องตัว

ทั้งนี้ช่วงครึ่งแรกปี 2562 ผลประกอบการของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวมติดลบประมาณ 13% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตราการ LTVอย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ผ่อนผันให้สำหรับ “ผู้กู้ร่วม” ที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับต่ำ คาดว่าจะช่วยพยุงให้ผลการดำเนินงานโดยภาพรวมของผู้ประกอบการฯ ทั้งปี 2562 ให้ “ทรงตัว” ได้

อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2563 จะทยอยฟื้นตัวได้ จาก “ฐานต่ำ” ในปี 2562 และจากการปรับตัวของผู้ประกอบการไนอุตสาหกรรม พร้อมยืนยันว่าภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ณ ปัจจุบันแตกต่างจากปี 2540 เนื่องจากผู้ประกอบการมีสภาพคล่องทางการเงินสูง  มีอัตราส่วนหนี้ต่อทุน. (D/E ratio) ของกลุ่มฯ เฉลี่ยที่ 1:1 และพร้อมที่จะปรับตัว โดยปัจจุบันก็มีการปรับขนาดโครงการให้เหมาะสม, ชะลอการเปิดโครงการใหม่ที่ไม่ใช่โครงการที่ “เฉพาะเจาะจง” กลุ่มเป้าหมายออกไป, รวมถึงถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินไว้โดยยังไม่มีแผนการเปิดโครงการ

พร้อมกันนี้ นายประเสริฐ แสดงทรรศนะส่วนตัว กรณีหากธปท.พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ภายในปีนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ “แท้จริง” ในตลาดเนื่องจาก ณ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่แท้จริงในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5% ซึ่งต่ำอยู่แล้ว  แต่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และส่งผลกระทบต่อกลุ่มที่มีรายได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอาทิ กลุ่มข้าราชการเกษียรอย่างมีนัยสำคัญ

คาดสังหาฯ ครึ่งหลังฟื้น

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ แม้ตลาดอสังหาฯ ยังมีปัจจัยต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะฝั่งกำลังซื้อ(Demand)ที่ได้รับแรงกดดันจากสภาพเศรษฐกิจไทยเติบโตช้า, มาตราการ LTV และกำลังซื้อลูกค้าต่างชาติ แต่ฝ่ายวิเคราะห์คาดแนวโน้มกำไรช่วงครึ่งหลังปี 2562(2H62)ดีกว่าช่วงครึ่งแรกที่ผ่านมา(1H62)

ทั้งนี้คาดผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2562 ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวเมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 2/2562 (QoQ)แรงหนุนจาก Backlog โครงการแนวราบที่ยกมาจากสิ้นไตรมาส 2/2562 รวม 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ผู้ประกอบการพร้อมรับรู้รายได้รวมถึงมีการขายโครงการแนวราบใหม่และบันทึกรายได้ทันระหว่างไตรมาสเข้ามาเพิ่ม

ขณะเดียวกันยังมีโครงการคอนโดฯ ใหม่ที่มีกำหนดส่งมอบในงวดไตรมาส 3/2562 รวม 10 โครงการแบ่งเป็น JV 1 โครงการคิดเป็นมูลค่า Backlog พร้อมโอนฯ เกือบ 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าของโครงการ JV ราว 2 พันล้านบาท

นอกจากนี้ในงวดไตรมาส 3/562 จะไม่มีค่าใช้จ่ายพนักงานตามพรบ. แรงงาน ใหม่ ถืออีกเป็นปัจจัยหนุนกำไรผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2562 โดยรวมให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 8 พันล้านบาท เร่งตัวขึ้นจาก 6.59 พันล้านบาทในงวดไตรมาส 2/2562 ซึ่งถือเป็นจุดต่ำของปี

พร้อมกันนี้คาดการณ์งวดไตรมาส 4/2562 จะเป็นช่วงที่กำไรของกลุ่มจะแตะระดับสูงสุดของปี เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเกิน 1 หมื่นล้านบาท จากการเปิดโครงการใหม่เชิงรุก โดยเฉพาะแนวราบ และคอนโดฯ ใหม่พร้อมโอนฯ มากถึง 29 โครงการ ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินภาพรวมกำไรกลุ่มอสังหาฯ ช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ที่ 2.28 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 38% จากช่วงครึ่งแรงของปี แนะนำกลยุทธ์ลงทุนยังคงเน้น Selective Buy หุ้นที่มีฐานธุรกิจมั่นคง, ราคาซื้อขายไม่แพง และอัตราการจ่ายเงินปันผล(Div Yield)สูงเกิน 5% อาทิ LH ราคาเหมาะสม 12.30 บาท, SPALI ราคาเหมาะสม 23.20 บาท, SC ราคาเหมาะสม 3.34 บาท,และ ALL ราคาเหมาะสม 6.25 บาท