CRDใส่เกียร์ชิงงานพันล. ฮุบโปรเจ็กต์บำบัดน้ำเสีย

ทันหุ้น – CRD ชี้ทิศทางงานก่อสร้างบูม เดินหน้าประมูลงานใหม่ 1 พันล้านบาท คาดรู้ผลภายในปีนี้ ล่าสุดเซ็นสัญญารับงานบำบัดน้ำเสียภูเก็ตมูลค่า 100 กว่าล้านบาท เติมเบ็กล็อกปัจจุบันที่มีอยู่ 1.3-1.4 พันล้านบาท จ่อบุ๊กเป็นรายได้ 50% พร้อมเดินเครื่องลุยธุรกิจใหม่ปลายปี

นายธีรพัฒน์ จิรพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่ริมดอย จำกัด (มหาชน) หรือ CRD บริษัทรับเหมาก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างทั่วไป งานระบบสาธารณูปโภค งานระบบภายในอาคาร งานสถาปัตยกรรม และงานอื่นๆ รวมถึงงานก่อสร้างด้านพลังงานทางเลือก เปิดเผยว่า บริษัทประเมินทิศทางงานก่อสร้างช่วงที่เหลือจะมีปริมาณงานเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อน

ทิศทางธุรกิจสดใส

ขณะที่ทิศทางผลประกอบการช่วงที่เหลือคาดจะดีต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาพรวมรายได้ในปีนี้คาดจะเติบโตสูงกว่าปีก่อน แต่อาจจะต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย โดยคาดรายได้ปีนี้จะทำได้ราว 1.4 พันล้านบาท จากเดิมตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1.6 พันล้านบาท ทั้งนี้สัดส่วนการรับงานยังมาจากงานรัฐ 30% และเอกชน 70%

โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะมาจากการรับรู้รายได้งานในมือ หรือ Backlog ที่มีอยู่ ณ สิ้นไตรมาส 2/2562 ที่ 1.3-1.4 พันล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วงที่เหลือราว 50% ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างประมูลงานใหม่หลักพันล้านบาท คาดจะทยอยรู้ผลภายในช่วงที่เหลือของปีนี้

“วานนี้(10 ก.ย. 62) เราเซ็นสัญญารับงานบำบัดน้ำเสียที่ภูเก็ต มูลค่า 100 กว่าล้านบาท เริ่มมีงานใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งดูจากปริมาณงานช่วงที่เหลือน่าจะมีมากขึ้นกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อน ส่วนภาพรวมผลประกอบการในแง่ของรายได้คาดจะเติบโตสูงกว่าปีก่อน แต่อาจจะต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย เพราะงานที่มีเข้ามาเกือบทุกงานถูกเลื่อนรับรู้รายได้ไปทั้งหมด”นายธีรพัฒน์ กล่าว

แตกไลน์ธุรกิจใหม่

นอกจากนี้บริษัทมีแผนแตกไลน์ธุรกิจ โดยจะรับงานอื่นที่ไม่ใช่งานรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างประมูลงานดังกล่าว มูลค่าหลักร้อยล้านบาท คาดจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้ หากได้งานเข้ามาตามแผน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทมากขึ้น ประกอบกับคาดจะเห็นทิศทางมาร์จิ้นเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากงานดังกล่าวมีมาร์จิ้นสูงเมื่อเทียบกับงานรับเหมาก่อสร้าง เบื้องต้นคาดจะเริ่มดำเนินงานได้ในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปี 2563

สำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือน ปี 2562 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 662.1 ล้านบาท และกำไร 13.8 ล้านบาท โดยรายได้มาจากโครงการต่อเนื่อง 438.5 ล้านบาท รายได้จากโครงการใหม่ 223.6 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ อาทิ รายได้ค่าบริหารโครงการ การขายเศษวัสดุ และดอกเบี้ยรับอยู่ที่ 16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 138.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการรับงานภาครัฐอยู่ที่ 19.55 % และงานภาคเอกชน 80.45% โดยมีงานรอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่กว่า 1,359 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 49.83% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สำหรับผลประกอบไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้รวม 313.9 ล้านบาท และกำไร 5.7 ล้านบาท